รักษาโรคด้วยภูมิปัญญาชาวบ้าน

น้ำตาลแดงรักษาอาการเจ็บ

(มหัศจรรย์น้ำตาลแดงรักษาอาการเจ็บบวม  คออักเสบจากการใช้เสียงมาก)

ตอนผมเรียนอยู่ระดับประถม  ผมตามพ่อแม่ข้ามฟากแม่น้ำวังมาอยู่ย่านตลาดสด  โดยร้านค้าของครอบครัวอยู่หน้าตลาด  มีร้านค้าชาวจีนเรียงรายอยู่เต็มยาวไปทั้งฝั่งถนนรอบตลาดและฝั่งหน้าตลาดตรงข้ามตลาดสด   เพื่อนเล่นของผมในสมัยนั้นส่วนใหญ่เป็นลูกจีนที่ค้าขายอยู่ย่านนั้นทั้งสิ้น  ที่จริงผมเรียนโรงเรียนไทย คือสอนภาษาไทยเท่านั้น  เพราะแม่ผมไทยแท้  แต่เพื่อนเล่นของผมทั้งหมดเป็นลูกจีน  จึงเข้าเรียนที่โรงเรียนกงลิยิหวา  เรียนภาษาจีนท่อง “เสี่ยวๆ มาว เสี่ยวมาวเจี้ยว”  เรียนทั้งภาษาจีนและภาษาไทยควบคู่กัน   อีกทั้งบังคับว่านักเรียนจะเลื่อนชั้นได้ต้องสอบผ่านทั้งสองภาษา  ผมไม่กล้าเข้าเรียน

แต่ถึงจะเรียนต่างโรงเรียนต่างหลักสูตร  เลิกเรียนแล้วเราก็มาเล่นซนกัน  แล้วแต่จะหาเรื่องอะไรมาเล่น  บางครั้งเราไปวิ่งเล่นตามแผงลอยถาวรในตลาดสด  ซึ่งตอนเย็นๆ ไม่มีลูกค้าแล้ว  พ่อค้าแม่ค้าก็จะเก็บสินค้าไว้หมด  เหลือแผงลอยซึ่งสร้างด้วยกระดานไม้เนื้อแข็งอย่างดี  ยกพื้นสูงราว 75 เซนติเมตร  กว้างเมตรครึ่ง  ยาวติดต่อกันเป็นช่วง  ช่วงละประมาณ 20 เมตร

ปกติประตูตลาดสดจะปิด 6 โมงเย็นหรือเมื่อเริ่มมืดค่ำ  พวกเรารู้เวลาจึงจะเลิกเล่นและกลับออกจากตลาดสดไปก่อนแขกยามจะปิดประตูตลาด  ซึ่งเรารู้ข้อมูลว่าตามธรรมเนียมแขกยามจะปิดประตูใดก่อนหลังในทั้งสี่ประตู  เพื่อว่าอย่างช้าที่สุดเราจะออกทางประตูด้านไหนที่ปิดหลังสุด   ก่อนหน้านี้แม้เราจะรู้ว่าตลาดสดแห่งนั้นมีแขกยาม  แต่เราก็ไม่เคยถูกไล่ออกจากตลาดสดเพราะเราจะออกไปก่อนปิดประตู  กระทั่งค่ำวันหนึ่ง  พวกเราเล่นซ่อนหากันสนุกมาก  ยิ่งมืดค่ำยิ่งมันมากขึ้นจนกระทั่งประตูตลาดสดทั้งสี่ด้านปิดหมดโดยเราไม่รู้ตัว  พอมีแขกยามมาไล่  พวกเราเพิ่งเคยเห็นตัวจริงของแขกยามซึ่งร่างอ้วนพุงโตสูงใหญ่ไว้หนวดเฟิ้มถือไม้กระบองหัวโลหะยาวสักเมตรเศษ  สมัยนั้นหนังอินเดียชุดรามเกียรติ์เพิ่งเข้ามาฉายและพวกเราได้ดูหนังเรื่องนี้ทุกคน  พวกเราบางคนที่ขวัญอ่อนพอเห็นแขกร่างยักษ์ถือไม้กระบองย่างเข้ามาถึงกับร้อง “เฮ้ย! ทศกัณฐ์มาแล้วโว้ย!”  เราต่างพากันวิ่งไปจะออกประตู  แต่วิ่งไปด้านไหนประตูก็ปิดหมด  จึงพากันวิ่งวนกรูไปประตูด้านโน้นด้านนี้แขกยามคงจะเข้าใจผิดว่าพวกเราดื้อดึงไม่ยอมออกจากตลาด  อีกทั้งแขกยามตัวโตอุ้ยอ้ายวิ่งไล่จับพวกเราซึ่งวิ่งเก่งหลบไปหลบมานั้นไม่ทัน  จึงชักโมโห  เหวี่ยงกระบองเลียดผิวแผงลอยเข้าใส่ข้อเท้าของเพื่อนผม 2 – 3 คน ที่ขึ้นไปวิ่งอยู่บนแผงลอย   เจตนาคงขู่ขวัญไล่มากกว่าตั้งใจทำร้าย  เผอิญคนที่อยู่ด้านหน้าเห็นก่อนจึงกระโดดหลบทัน  แต่คนหลังหลบไม่ทัน  กระบองจึงกระดอนมาโดนเหนือตาตุ่มถึงทรุดลงไปร้องโอ๊ย!  พอได้ยินเพื่อนอยู่ข้างๆ  ก็รีบดึงแขนประคองวิ่งหนีไปทั้งกลุ่ม  ถึงคราวคับขันเพื่อนคนหนึ่งจึงพาวิ่งไปที่ร้านค้าซึ่งเป็นตึกแถวเปิดประตูได้ 2 ด้าน ด้านหนึ่งทางตลาดสด  อีกด้านเปิดออกทางถนน  จำได้ว่าชื่อร้าน “สินสมบูรณ์”  ลูกสาวเจ้าของร้านคนหนึ่งชื่อ คุณธิดา (สินสมบูรณ์) เรียนจบคณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี  มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

เพื่อนคนหนึ่งเป็นญาติๆ กับทางร้านจึงให้พวกเราวิ่งผ่านออกจากตลาดสดไปได้สะดวก  แต่เพื่อนที่บาดเจ็บนั้น  ผมกับเพื่อนอีกคนต้องประคองไปส่งบ้าน  ตลอดทางเจ้าหมอนี้ไม่ร้องสักแอะ  แต่พอกลับไปถึงบ้านอาม่าถามว่าเป็นอะไรเท่านั้นแหละ  มันร้องไห้โฮๆ จนพ่อแม่และพี่ๆ พากันตกใจมาล้อมวงฟังเหตุการณ์   อาม่าตรวจดูแล้วกระดูไม่หักหรือร้าว   เพียงแต่เหนือตาตุ่มบวมแดงขนาดเท่าผลมะนาวเริ่มนูนออกมาอันเป็นผลงานของหัวกระบอง  พวกเราที่ไปส่งเพื่อนเห็นว่าเขาปลอดภัยแล้วก็รีบกลับบ้านกัน

สามวันต่อมา  เจ้าหมอที่บาดเจ็บนี้ก็มาชวนพวกเราไปวิ่งเล่นในตลาดสดอีก  แต่พวกเรายังอกสั่นขวัญหายต่อฤทธิ์ของกระบอง  แขกยามจึงไม่เห็นด้วย  ทั้งยังแปลกใจที่เพื่อนผู้เคยลิ้มรสกระบองแล้ว  ทำไมจึงกล้าชวนพวกเราไปเสี่ยงอีก  ผมถามว่า “ขาของแกยังเจ็บอยู่ไม่ใช่หรือ?”

เพื่อนงอแข็งขึ้นและเอานิ้วจิ้มตรงบริเวณเหนือตาตุ่มที่เคยบาดเจ็บปากก็บอกว่า  “หายแล้ว  นี่ไงไม่บวมไม่ช้ำไม่เจ็บแล้ว”

อืม …. จริงแฮะ  เหนือตาตุ่มที่เคยเห็นบวมแดงนูนขึ้นมาเมื่อค่ำวานซืนนี้  บัดนี้ยุบหายเรียบเหลือเพียงรอยแดงจางๆ  ถ้าไม่รู้มาก่อนก็ไม่สังเกตเห็นได้  พวกเราถามว่า  “แกทำยังไงวะ  หายบวมหายช้ำเร็วเชียว?”  เพื่อนเล่าว่า  อาม่าเอาน้ำตาลแดง (โอวทึ้ง) ซึ่งจะมีประจำบ้านของเขาอยู่เสมอ  มาชงน้ำร้อนครึ่งชามต่อน้ำตาล 3 ช้อนโต๊ะ  ให้ผู้บาดเจ็บดื่มขณะยังร้อนหรืออุ่นจัด  แล้วเข้านอนห่มผ้าให้เหงื่อออก

brown sugar ให้ชงกินแบบนี้บ่อยๆ  2 – 3 ชั่วโมง/ ครั้ง  ภายใน 2 วัน  อาการฟกช้ำบวมตามร่างกายจะหายไป  ข้อห้ามคือหลังบาดเจ็บอย่าเพิ่งอาบน้ำ

วิทยายุทธของอาม่านี้เป็นภูมิปัญญาของชาวจีนที่ผมได้อาศัยอยู่ในสมัยเป็นเด็กซน  พอโตขึ้นก็ไม่ต้องใช้แล้วเพราะผมเป็นคนดีสุภาพเรียบร้อยเป็นหนอนหนังสือ   ไม่มีแผลฟกช้ำดำเขียวที่เกิดจากความซนหรือจากการชกต่อยกันอีก  ทั้งน้ำตาลแดงก็หาซื้อยากขึ้นๆ  ปัจจุบันนี้มีน้ำตาลจากธัญพืชบรรจุถุงขายตามห้างสรรพสินค้า  ผมไม่แน่ใจว่าคุณสมบัติเหมือนน้ำตาลแดง (โอวทึ้ง) แต่ดั้งเดิมรึเปล่านะครับ

เมื่อผมเข้าเรียนปีที่หนึ่งที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์เมื่อปี 2506   รุ่นพี่มาคุมพวกปีหนึ่งไปหัดร้องเพลงเชียร์  ยิ่งใกล้วันแข่งฟุตบอลประเพณีพวกกองเชียร์ก็ยิ่งถูกเคี่ยวหนักขึ้นๆ  พอเสร็จงานฟุตบอลประเพณี  พวกกองเชียร์อย่างผมก็มีอาการคออักเสบเจ็บบวม  เสียงแหบเหมือนเป็ดตัวผู้แก่ๆ ไปตามๆ กัน  เผอิญผมโชคดีที่รุ่งเช้าพี่สาวคือ “หุ่ยเจ้” มาเห็นอาการของผม  ก็ให้ผมไปซื้อโอวทึ้งครึ่งกิโลกรัมจากร้านเอี๊ยะเซ้งกงสี  ถนนเจริญกรุงใกล้ๆ วัดมังกรกมลาวาส (เล่งเน่ยยี่)   พี่สาวเอาน้ำร้อนชงน้ำตาลแดง 3 ช้อนโต๊ะ  น้ำครึ่งชามตราไก่  จนน้ำตาลละลายดีแล้ว  จึงบีบน้ำมะนาวลงไป 3 ผล  คนๆ แล้วจิบดื่มจนหมด  พี่สาวสั่งให้ทำแบบที่สอนนี้ดื่มบ่อยๆ  2 – 3 ชั่วโมง/ ครั้ง ตลอดวันอาทิตย์  ครั้นรุ่งขึ้นไปเข้าห้องเรียน  ได้ยินเพื่อนๆ พูดเสียงแหบเสน่ห์ทั้งห้อง

คนเสียงปกติอย่างผมจึงถูกเพื่อนๆ แกล้งไล่เบี้ยว่าแอบหนีไปไม่ร้องเพลงเชียร์ใช่ไหมล่ะ?   เพื่อนๆ สนิทในกลุ่มยืนยันว่านอกจากผมจะร้องเพลงเชียร์ตลอดแล้ว  เมื่อออกจากสนามกีฬายังเที่ยวไปท้าทายชาวสามย่านจุฬาฯ “วี้ด บึ้ม! ประชันกันด้วยแน่ะ

แม้ผมจะมีตำรายาดีดังกล่าว  แต่ผมก็ไม่ชอบใช้กำลัง  ดังนั้นปีต่อๆ มาจึงไปทำงานชุมนุมวรรณศิลป์  และไปช่วยงานด้านการคิดถ้อยคำสำหรับ “แปรอักษร”  ให้ฝ่ายอำนวยการกองเชียร์  ทำให้ได้รสสนุกและประสบการณ์อีกด้านหนึ่ง

ปี 2541  เกิดเหตุการณ์ “ไอ.เอ็ม.เอฟ. ยึดเมืองไทย”  ผมเคยไปร่วมพิธีบริจาคแจกข้าวสารของศาลเจ้าแม่ทับทิม สะพานเหลือง  เพื่อช่วยเหลือชาวบ้านทั่วไปที่ประสบภัยเศรษฐกิจ   คุณอัครพงศ์ “เสี่ยเม้ง” อัครเกษมพร  กรรมการฯ  ทำหน้าที่โฆษก  ถือโทรโข่งตะโกนชี้แจงกติกาการจัดระเบียบให้ผู้รับบริจาคซึ่งมีจำนวนร่วมหมื่นคน  นั่งอยู่เต็มพรืดรอบอัฒจันทร์ของสนามฟุตบอลของจุฬาลงกรณ์ฯ  สามย่าน   คุณอัครพงศ์ต้องทำงานหนัก  ปากพูดอยู่ตลอดเวลาเพื่อไม่ให้เกิดเหตุการณ์วุ่นวายขึ้นได้   เพราะก่อนหน้านี้ไม่กี่ปีเคยมีการบริจาคสิ่งของแก่ประชาชน  ณ  เทวสถานแห่งหนึ่งย่านฝั่งธนบุรี   ผู้จัดงานกำกับดูแลอย่างไรไม่ทราบ  เกิดรวนกันจนเป็นจลาจลคนเหยียบกันตายนับสิบ  บาดเจ็บอีกหลายสิบคน

คณะกรรมการศาลเจ้าแม่ทับทิม  สะพานเหลืองเลือกใช้สถานที่กว้างขวางเหมาะสม  กำหนดขั้นตอนเป็นระเบียบเรียบร้อย   เสี่ยเม้งตัวโต  กำกับบทได้อย่างดี   รุ่งขึ้นเสี่ยเม้งไปประชุมที่กระทรวงพาณิชย์  ก่อนประชุมแวะเอาเสียงแหบเสน่ห์ไปขอบคุณผมที่ไปร่วมงานแจกข้าวสาร

ผมจึงเขียนวิธีชงน้ำตาลแดงกับน้ำมะนาวให้เขาลองใช้รักษากล่องเสียงด้วย  รุ่งขึ้นผมโทรศัพท์ไปถามข่าว  ก็ได้ยินเสียงเกือบปกติแล้ว   เสี่ยเม้ง  บอกว่าตำราที่ผมบอกให้  ใช้ได้ผลและประหยัดเงินกว่ายาทุกชนิด  รุ่งขึ้นอีกวันเขาก็หายเป็นปกติ

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out /  Change )

Google photo

You are commenting using your Google account. Log Out /  Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out /  Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out /  Change )

Connecting to %s