รักษาโรคด้วยภูมิปัญญาชาวบ้าน

รักษา “นิ่ว” ในกระเพาะปัสสาวะ

ผลตำลึงกับสารส้มรักษานิ่วในกระเพาะปัสสาวะ

พ่ออ้วน ไชยธาร  ลุงเขยของผมเป็นหมอแผนโบราณหรือที่ปัจจุบันเรียกว่า หมอเมือง  ลุงสืบตำราหมอมาจากตระกูลและแสวงหาประสบการณ์เพิ่มเติมอีกหลายสิบปีจากการรักษาคนไข้และแลกเปลี่ยนวิชากับเพื่อนร่วมอาชีพรายอื่นๆ ตลอดมา   ลุงไม่มีลูกหรือหลานมาสืบสายวิชาแพทย์แผนโบราณ  เมื่อตอนผมเรียนชั้นประถม  พอปิดเทอมผมมักถูกส่งตัวไปอยู่ที่บ้านลุง  ทุกเช้าเมื่อป้ากลับจากตลาด  แม่ของผมซึ่งอพยพไปค้าขายอยู่ย่านตลาดนั้นจะฝากกับข้าวและขนมที่ผมชอบกินมาให้ลูกชายจอมซนด้วย

ผมมีโอกาสคลุกคลีกับยาสมุนไพรหรือยาพื้นเมืองหรือยาแผนโบราณแล้วแต่ใครจะเรียกอย่างไร  บางครั้งผมก็ช่วยลุงป้าไปเดินเก็บสมุนไพรที่ปลูกไว้ในสวนหลังบ้านและริมรั้วรอบๆ บ้าน  บางคราวผมก็ช่วยลุงป้าโขลกตำยา และบางทีผมก็ช่วยลุงจัดยา  แต่กลับเป็นภาระให้ลุงต้องย้อนกลับรื้อแต่ละถุงมาจัดบรรจุใหม่ให้ถูกต้อง  ลุงรักผมมากจึงใจดีมีแต่หัวเราะหึๆ  ขำที่เห็นผมเล่นสลับตัวยาถุงนั้นกับถุงโน้นวุ่นวายไว้  แต่ลุงยอดเยี่ยมมาก  เทออกมากองทุกถุงที่ผมนำไปจัดเล่น  และลุงจัดใหม่ไม่นานก็เรียบร้อยเข้าที่หมด

ผมเห็นลุงเปิดดูตำรายาที่เขียนด้วยอักขระโบราณในเวลาที่จัดยาลงแต่ละถุง  ผมเคยพลิกดูตำราเขียนเหล่านี้แต่อ่านไม่ออกเลย  ไม่เหมือนตัวหนังสือที่ผมเรียนในห้องเรียนสักหน่อย  ผมอยากรู้ว่าตำราเขียนอ่านอย่างไรบ้าง  ลุงก็อ่านให้ฟังเป็นตัวอย่าง  ผมจำตำรายาได้ 2 – 3 อย่าง  ที่จำได้เพราะมีส่วนของผักตำลึงเป็นองค์ประกอบด้วย  ทำให้ผมเข้าใจว่าเหตุใดเถาตำลึงจึงพาดรั้วรอบบ้านของลุง  เพราะเถาตำลึงนี่แหละเป็นวัตถุดิบสำคัญที่สุดในการผลิตยาขางแก้ไข้ร้อนใน

ยาขางที่กล่าวถึงนี้เป็นยาเม็ดลูกกลอนปั้นเป็นเม็ดเล็กๆ เท่าปลายนิ้วก้อย  กรรมวิธีการผลิตง่ายมากๆ คือ  หาเถาตำลึงมาแล้วหั่นเป็นแว่นๆ บางๆ นำใส่ถาดหรือกระต้ง  ตากแดดจนแห้งสนิทแล้วนำมาตำในครกหินใบใหญ่  ตำจนยุ่ยเป็นผงละเอียดเหมือนแป้ง  พวกกากหรือเศษเส้นใยถูกร่อนตะแกรงทิ้งไปจนหมด  ต้มน้ำเล็กน้อยจนเดือดแล้วยกลงวางไว้  นำ “ขาง” คือ แผ่นเหล็กหล่อเผาไฟจนร้อนแดงแล้วคีบใส่ลงในหม้อต้มน้ำเสียงดังฉ่า  ค่อยรินน้ำเหยาะลงในผงเถาตำลึงพอเปียกๆ  ผสมแป้งข้าวเจ้าลงไป  แล้วคนๆ ให้เข้ากันจนมีลักษณะหมาดๆ ถ้าแห้งไปก็เติมน้ำ  ถ้าแฉะไปก็เติมผงเถาตำลึงกับแป้งข้าวเจ้า  เมื่อส่วนผสมได้ที่ป้าก็จะปั้นเป็นยาลูกกลอนเม็ดเล็กๆ  ขนาดปลายนิ้วก้อยใส่ถาดและกระด้งนำไปตากแดด   แดดจัดๆ วันเดียวก็แห้งได้ที่  แล้วเก็บใส่ขวดโหล

เด็กๆ ชาวล้านนาเมื่อหลายสิบปีก่อนล้วนรู้จักรสชาติของยาขางกันถ้วนหน้า  เว้นแต่เด็กลูกจีนอาจจะใช้ยาขม  เด็กๆ ภาคกลางก็ซดยาเขียวแทน  เพราะยาทั้งสามชนิดนี้เป็น ยาครอบจักรวาล

ปกติอาหารมื้อเช้าของลุงและป้าจะมีผักนึ่งจิ้มน้ำพริกเป็นหลัก  ผักตำลึงนึ่งย่อมยืนพื้น  พอมีผมมาพักอยู่ด้วยยอดตำลึงก็ถูกแบ่งมาเป็น  ต้มจืดยอดตำลึงหมูสับบ้าง  บางมื้อก็ยอดตำลึงคั่วไข่  ที่ต้องคั่วเพราะบ้านลุงป้าไม่ใช้น้ำมันปรุงอาหารใดๆ ทั้งสิ้น   ครั้งหนึ่งผมไปเก็บผลตำลึงชนิดต่างๆ  คือทั้งผลสุกสีแดงสดสวย  ผลแก่สีเขียวอื๋อ  และผลอ่อนสีเขียวอ่อนไปให้เพื่อนผู้หญิงข้างบ้านนำไปเล่นขายข้าวขายแกง  ลุงเห็นเข้าจึงบอกผมว่า  คราวต่อไปให้เลือกเก็บเฉพาะผลสุกๆ ไป  ส่วนผลแก่และผลอ่อนๆ  อย่าเพิ่งเอาไปเล่น  ผมจึงถามว่าเพราะอะไรจึงไม่ให้เก็บไปเล่น?

ลุงตอบว่า  “ผลตำลึงแก่ๆ ใช้แก้โรคนิ่วในกระเพาะเยี่ยวได้น่ะซีลูก!”  ครั้นตอนบ่ายๆ เราอยู่บนเรือน  ผมก็ถามลุงอีกว่าผลตำลึงแก่ใช้รักษาโรคนิ่วในกระเพาะปัสสาวะที่ลุงบอกนั้นมีในตำราหรือเปล่า….?  ลุงจึงหยิบตำรามาอ่านให้ผมฟัง

ให้ใช้ผลตำลึงแก่ๆ   5 – 7 ผล  กรีดผลตำลึงทั้งหมดลึกลงไปครึ่งผลแต่ไม่ให้แยกออกจากกัน   ตำสารส้มเป็นผง  โรยลงในร่องที่กรีดไว้ในผลตำลึงทั้งหมดจนผงเต็มร่องแล้วใช้ด้ายพันรอบผลตำลึง  แต่ไม่จำเป็นต้องพันชิดกันนัก  นำผลตำลึงทั้งหมดไปย่างไฟอ่อนๆ  (อาจใช้ไมโครเวฟแทน)  โดยหงายร่องขึ้น  คอยดูผงสารส้มละลายจนหมดแล้วยกตะแกรงย่างออกจากไฟ  รอสักพักให้คลายร้อนลงเหลืออุ่นจัดๆ  แล้วใช้ผ้าขาวบางห่อผลตำลึงทั้งหมด  คั้นเอาน้ำออกมาจะได้สักถ้วยชาจีน

ให้คนเป็นโรคนิ่วในกระเพาะปัสสาวะดื่มรวดเดียว  รสชาติขมนิดๆ   วันหนึ่งทำกิน 3 หน ภายใน 2 วันถ้าเม็ดนิ่วอยู่ในกระเพาะปัสสาวะจริง  และเม็ดใหญ่ไม่เกินหัวแม่มือของผู้ป่วยจะต้องมีเม็ดนิ่วหลุดออกมาทางท่อปัสสาวะ

สมัยก่อน พ.ศ. 2490  การรักษาโรคนิ่วโดยวิธีผ่าตัดยังไม่ใช่เรื่องที่โรงพยาบาลในต่างจังหวัดจะทำได้ง่ายๆ  นอกจากเครื่องมือและเวชภัณฑ์ไม่เพียงพอ  บางจังหวัดหมอไม่ชำนาญการผ่าตัด  โดยเฉพาะคนไข้าหรือญาติคนไข้กลัวการผ่าตัดเพราะหวาดเสียว  นึกเห็นภาพของหมูถูกชำแหละบนเขียงยังไงยังงั้นกระมัง  ความจริงนายแพทย์หมอศรีรัตน์ บุญเฉลียว  ผู้อำนวยการโรงพยาบาลลำปางคนแรกในยุคนั้นเป็น ศัลยแพทย์ ที่เก่งมากจากวิทยาลัยแพทย์ศิริราช  แต่ถ้าคนไข้ไม่ยอมมาให้ผ่าตัดซะแล้ว  หมอจะเก่งปานใดก็ได้แต่เก็บเครื่องมือและฝีมือเอาไว้เอง   ช่วงปี 2502 – 2505  ผมทำงานเป็นครูสอนหนังสือที่โรงเรียนอัสสัมชัญลำปาง  มีบราเดอร์หรือภารดา 4 รูป  เป็นชาวสเปน 2 รูป  ไทย 2 รูป  บราเดอร์ชาวสเปนรูปหนึ่งเป็นอธิการ  อีกรูปหนึ่งทำหน้าที่เหรัญญิก  ผมและครู (มาสเตอร์) จะรับเงินเดือนเดือนละ 2 หน  ผมกับเพื่อนสนิทชื่อคุณวิศิษฐ์ สมพงษ์ มักจะรับเงินหลังสุดเพราะเรายังเป็นโสดไม่รีบกลับบ้าน และยังช่วยเป็นครุฝึกทีมกีฬาให้นักเรียนในช่วงหลังเลิกเรียนด้วย  คุณวิศิษฐ์ดูแลทีมตะกร้อ  ผมดูแลทีมวอลเลย์บอล

เย็นวันเสาร์หนึ่ง  ภารโรงปั้นจักรยานมาตามตัวเราให้รีบไปรับเงินเดือน  ผมนึกแปลกใจว่าปกติผมจะไปรับตอนใกล้จะ 6 โมงเย็นเมื่อซ้อมกีฬาเสร็จแล้ว  แต่นี่ยังไม่ถึง 5 โมงเย็น  ผมซ้อนท้ายจักรยานที่ภารโรงปั่นพลางตอบข้อสงสัยที่ผมถามพลางว่า “บราเดอร์ Ildefonso ไม่สบาย จะรีบไปหาหมอ”  พอผมโผล่เข้าไปในห้องทำงานของบราเดอร์  ก็เห็นเจ้าของห้องซึ่งปกติก็หน้าแดงๆ อยู่แล้ว  วันนั้นหน้ายิ่งแดงก่ำใช้ผ้าขนหนูผืนใหญ่คลุมไหล่นั่งตัวสั่นครางฮือๆ อยู่บนเก้าอี้นวมตัวใหญ่  ผมลงชื่อในบัญชีจ่ายเงินพร้อมทั้งเรียนถามว่าบราเดอร์ป่วยเป็นอะไร?

“….บราเดอร์ป่วยเป็นนิ่ว  กำลังปวดและมีไข้  จะรีบไปหาหมออีกครั้ง  หมอบอกว่าจะจัดยาให้อีกชุด  ถ้าไม่หายละก็วันจันทร์ต้องผ่าตัด…..!”   บราเดอร์รูปร่างอ้วนใหญ่  ปกติเสียงดัง  แต่วันนั้นเสียงอ่อยๆ สลับเสียงครางน่าสงสาร   ผมจึงเรียนปรารภเชิงถามด้วยความเกรงใจว่า  “ถ้าผ่าตัดก็คงหายป่วยนะครับ  แต่บราเดอร์อยากผ่าตัดไหมล่ะครับ?”

บราเดอร์เบิกตาโต  ยักไหล่ร้องว่า  “ถ้ามีทางเลือกใครก็ไม่อยากถูกผ่าตัด!”

ผมจึงเรียนเสนอว่า  “บราเดอร์จะเชื่อหรือไม่เชื่อก็แล้วแต่นะครับ  ลุงของผมเป็นหมอเมืองแบบโบราณ  มีตำรายาง่ายๆ รักษาโรคนิ่วได้”   บราเดอร์หยุดครางชั่วขณะ  พยักหน้าบอกให้ผมรีบแจงตำรายา  พอผมบอกไป  บราเดอร์ปรารภว่า  “ไม่มีอะไรน่ากลัว  ผลตำลึงกับสารส้มกินได้ทั้งนั้น  ประเดี๋ยวมาสเตอร์ช่วยบอกภารโรงให้เข้าใจวิธีทำด้วยนะ  บราเดอร์จะรีบไปหาหมอ”   พอผมออกจากห้องก็เจอภารโรงที่พาคุณวิศิษฐ์มารับเงินเป็นคนสุดท้าย  ผมจึงอธิบายวิธีประกอบปรุงยาแก้โรคนิ่วให้ภารโรงจนเป็นที่เข้าใจชัด และบอกว่าให้ทำกินวันละ 3 เวลาหลังอาหาร

ออกจากโรงเรียน  ผมแวะไปบ้านลุงและป้าซึ่งเวลานั้นท่านล่วงลับไปแล้ว  พี่สาวของผมซึ่งเป็นบุตรบุญธรรมเข้าอยู่แทน  ผมขอยืมตำรายาเรื่องนี้ไปขอให้หลวงพ่อที่วัดปงสนุกด้านเหนืออ่านให้ผมฟังเพื่อตรวจสอบทบทวนความจำ  อ้อ…ถูกต้อง    เช้าวันจันทร์  พอผมไปถึงโรงเรียนก็เจอภารโรงคนเดิมยิ้มรออยู่ที่ห้องธุรการ  ซึ่งผมต้องไปลงชื่อในสมุดมาทำงาน  บอกว่าบราเดอร์หายป่วยแล้ว  นึกแล้วเชียวตั้งแต่เห็นหน้าภารโรงยิ้มเผล่แล้ว  บอกให้ผมรีบไปพบบราเดอร์

พอผมเปิดประตูเข้าห้องบราเดอร์  ท่านก็ลุกขึ้นยื่นมือมาให้ผมจับ  กล่าวเสียงดังสดใส  “ขอบใจมาสเตอร์มากๆ  วิเศษจริงๆ  นี่ไงเม็ดนิ่ว!”   บราเดอร์เอี้ยวตัวไปด้านหลัง  หยิบขวดกลมป้อมๆ ที่นิยมใช้ในห้องทดลองวิทยาศาสตร์มาตั้งบนโต๊ะให้ดู  ในขวดมีน้ำยาแบบใช้ดองซากสัตว์อยู่เกือบเต็ม  แต่ที่ก้นขวดนั้นมีก้อนหินผิวเรียบเกลี้ยงเกลารูปทรงยาวรีอยู่ 2 เม็ด  ขนาดปลายนิ้วก้อยกับขนาดปลายนิ้วโป้งของผม       บราเดอร์กล่าวว่า   ตอนที่ผมบอกตำรายาให้นั้นก็ไม่อยากเชื่อ  แต่เมื่อค่ำวันเสาร์พอกลับจากคลินิก  ภารโรงเอาน้ำคั้นจากผลตำลึงมาให้ดื่ม  พอรุ่งเช้าตื่นมารู้สึกปัสสาวะสะดวกขึ้น  ตอนเย็นวันอาทิตย์รู้สึกปวดปัสสาวะแต่ยังถ่วงเวลาราวครึ่งชั่วโมงจึงลุกไปปัสสาวะ  ห้องส้วมของบราเดอร์มีโถสำหรับปัสสาวะ   ปัสสาวะไม่ยอมออกจึงออกแรงเบ่งสักพัก  ปัสสาวะทะลักออกมาท่วมท้น  มีเสียงดัง “แป๊ก แป๊ก”  สองหนที่โถรองรับปัสสาวะ  เมื่อปัสสาวะเสร็จรู้สึกโล่งสบาย  อาการปวดหน่วงที่หัวเหน่าซึ่งร้าวไปถึงรอบบั้นเอวนั้นหายหมด  บราเดอร์จึงพบว่ามีหิน 2 เม็ดออกมาพร้อมปัสสาวะตามที่ได้เก็บมาดองไว้นี่แหละ

ประมาณปี 2538 – 2539  ผมทราบข่าวว่าเพื่อนร่วมรุ่นคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์คนหนึ่งป่วยมีอาการคล้ายเป็นนิ่ว  ผมจึงโทรศัพท์ไปเล่าประสบการณ์ของผมให้ฟัง  ปรากฏว่าเขาได้ไปรักษาในโรงพยาบาลเอกชนแล้ว  ใช้เงินไปราว 7 หมื่นบาท   ต่อมาอีกหลายเดือน  เพื่อนของผมคนนี้ก็โทรศัพท์จากจังหวัดบุรีรัมย์  ซึ่งขณะนั้นเขาเป็นพาณิชย์จังหวัดอยู่ที่นั่นมาเล่าให้ฟังว่า  พ่อค้าคนหนึ่งในตลาดป่วย  มีลักษณะอาการคล้ายกับที่เขาเคยเป็น  ได้ไปตรวจรักษามาหลายโรงพยาบาลก็ยังไม่หาย  พาณิชย์จังหวัดรู้จักชอบพอกับเขาจึงบอกตำราตำลึงกับสารส้มย่างมาคั้นกิน  พ่อค้าคนนั้นได้ไปทำกินอยู่ 2 วัน 5 มื้อ  ก็ปัสสาวะเบ่งเอาเม็ดหินนิ่วออกมาได้หลายเม็ดหายป่วยแล้ว  ที่บอกมานั้น  นอกจากจะแจ้งความขอบคุณจากพ่อค้าคนนั้นมายังผมแล้ว  เขายังเอากระเช้าเครื่องกระป๋องผลไม้มาคารวะขอบคุณด้วย  รายละเอียดเรื่องนี้ให้สอบถามได้จากคุณปาฏิหาริย์ บุญสนอง อดีตพาณิชย์จังหวัดบุรีรัมย์ และมหาสารคาม  ปัจจุบันเกษียณแล้วได้

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out /  Change )

Google photo

You are commenting using your Google account. Log Out /  Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out /  Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out /  Change )

Connecting to %s