รักษาโรคด้วยภูมิปัญญาชาวบ้าน

ยาสูบช่วยชีวิต

จาก … ยาสูบช่วยชีวิต  … ถึง ยาสูบที่ถูกรังเกียจ

ถิ่นเกิดของผมที่บ้านปงสนุกลำปางอยู่ย่านประตูเวียง  อยู่นอกเขตตลาดจึงไม่มีร้านขายของชำ  นอกจากที่บ้านผมซึ่งเป็นเรือนไม้ใต้ถุนสูง  แต่ดัดแปลงด้านหน้าบ้านที่ติดถนนให้ยกพื้นสูงราว 1 เมตร  มีพื้นที่กว้าง 4 เมตร  ยาว 8 เมตร  วางขายสินค้าต่างๆ ทั้งที่จำเป็นและไม่จำเป็นแก่การครองชีพ  ทั้งข้าวสาร  ของชำ  น้ำมันก๊าด  เหล้าโรง  บุหรี่ (ยาแกแร็ต)  และยาสูบที่หั่นเส้นๆ จัดเป็นแท่งๆ บางแห่งเรียก ยาตั้ง  ชาวเหนือเรียกยาสูบชนิดยาฉุนว่า ยาขื่น  ชนิดรสอ่อนว่า  ยาจ๋าง(จืด)

ผมเกิด พ.ศ. 2484  ช่วงก่อนสงครามเอเซียมหาบูรพาไม่กี่เดือน  นายกรัฐมนตรีมีนโยบายให้ราษฎรเลี้ยงสัตว์และทำสวนครัว  ที่บ้านผมจึงเลี้ยงหมูไว้ใต้ถุนบ้านตัวหนึ่ง  เป็ดอีกฝูงราว 20 กว่าตัว  ไก่อีก 10 กว่าตัว ไข่เป็ดไข่ไก่มีขายสดๆ ทุกเช้า   ช่วงที่ผมอายุขวบกว่าถึง 2 ขวบนั้น  เวลาเช้าก่อนเปิดหน้าถัง (หน้าร้านหรือโรงที่เปิดที่เปิดปิดด้วยกระดานเป็นแผ่นๆ  ตามรางที่ทำไว้มักมีตัวเลขบอกลำดับแผ่นกำกับเพื่อสะดวกในการปิด) ขายของ  แม่จะนำผมไปผูกข้อเท้าข้างหนึ่งติดไว้กับเสากลางเรือนเพื่อป้องกันมิให้ผมเดินเปะปะพลัดตกจากเรือนที่ลดหลั่นเป็น 3 ระดับ  แรกๆ ที่ถูกผูกข้อเท้าผมคงโวยวายน่าดู  แต่นานเข้าๆ ก็คุ้นชินถึงขนาดที่ว่าถ้าไม่ผูกข้อเท้าละก็จะนอนกลางวันไม่หลับทีเดียว  เวลาผมถูกผูกข้อเท้าและนอนพังพาบลงมองลอดช่องกระดานพื้นเรือนลงไปใต้ถุน  เห็นหมูที่เลี้ยงไว้ถูกผูกขาข้างหนึ่งติดกับเสาเรือนกลางเหมือนเราเลย  ผมจึงมีความผูกพันกับหมูตัวนี้มาก  เรียกมันว่า ไอ้มัด  ครั้นหมูโตได้ขนาดก็ถูกขายไป

พอไอ้มัดถูกแก้มัดให้ลูกน้องของพ่อค้าเขียงหมูต้อนมันไปเข้าโรงฆ่าสัตว์  ผมก็ร้องไห้โฮวิ่งตามไปหมายแย่งหมูกลับคืน  แม่และญาติๆ ของผมต้องเข้าอุ้มจับผมเป็นโกลาหล  ทั้งๆ ที่ถูกต้อนไปฆ่าแท้ๆ แต่ ไอ้มัด กลับเดินไปโดยดี  เพราะมันคงไม่รู้ว่าเขาเอามันไปทำอะไร  บางทีมันอาจแอบดีใจก็ได้ว่า “เฮ้ย  ได้แก้มัดแล้วโว้ย”

สมองหมูจึงเหมาะกับการปรุงอาหารกินมากกว่าสมองของผม  เพราะแม้จะอายุ 2 ขวบเศษ   แต่จากประสบการณ์ของผมที่ได้เห็นแทบทุกเย็นคือ ภาพคนต้อนหมูเดินผ่านหน้าบ้านไปเข้าโรงฆ่าสัตว์ซึ่งตั้งนอกประตูเวียง  ห่างจากบ้านผมสัก 300 เมตร  กลางคืนดึกๆ หลังเที่ยงคืนชาวบ้านที่ตื่นขึ้นมาหรือยังไม่หลับจะได้ยินเสียงฆ้อนทุบหัวหมูดังระคนปนกับเสียงแผดร้องของหมู  ผมร้องไห้อีกหลายคืน  ไอ้มัดจึงเป็นหมูตัวสุดท้ายที่เราเลี้ยง  เมื่อไม่มีหมูแล้ว  ฝูงไก่ใต้ถุนเรือนจึงเป็นเพื่อนกล่อมใจให้เพลินและนอนหลับตอนกลางวัน  แน่นอน  ผมต้องเอาบ่วงเชือกที่ทำจากเศษผ้ามาสวมรัดมัดข้อเท้าด้วยจึงจะนอนหลับ  ไม่ใช่เป็นการรำลึกถึงไอ้มัดหรอก  แต่คงเพราะความคุ้นชินเช่นเดียวกับผู้ใหญ่บางคนที่ต้องสูบบุหรี่หลังอาหาร  จึงจะรู้สึกอิ่มอร่อย  ทั้งที่รู้ทั้งรู้ว่าการสูบบุหรี่มีโทษต่อตนเองก็ตาม

ผมนอนพังพาบดูฝูงไก่ทุกวัน  จนวันหนึ่งจึงสังเกตเห็นว่าแม่ไก่ตัวใหญ่ที่หายหน้าไปหลายวันได้ออกจากรังมาแล้ว  ครั้งนี้มันมีลูกไก่เล็กๆ อีก 9 ตัวซุกอยู่ใต้ปีกทั้งสองด้วย  ท่าทางแม่ไก่หวงห่วงลูกมากคอยส่งเสียงเรียกลูกๆ เข้ามาซุกใต้ปีกมันอยู่เนืองๆ  เมื่อไก่ตัวอื่นหรือสัตว์อื่น  แม้แต่คนเข้าไปเฉียดใกล้ละก็  แม่ไก่จะส่งเสียงขู่เตือนทันที   ถ้าขืนล้ำเข้าไปอีก  จะถูกแม่ไก่พุ่งเข้าจิกตีอย่างดุร้ายทันที  ด้วยเหตุดังกล่าวทำให้แม่ไก่ไม่สะดวกในการออกคุ้ยเขี่ยหาอาหารกินเช่นไก่ตัวอื่นๆ  แม่จึงนำปลายข้าวราวกำมือหนึ่งโปรยให้เฉพาะไก่แม่ลูกอ่อน  ผมนอนมองลอดลงไปใต้ถุน  เห็นลูกไก่พรูกันออกจากใต้ปีกแม่ไก่มาจิกกินปลายข้าว   โธ่…  ไก่น้อยอ่อนหัดจิกกินข้าวยังจิกไม่ค่อยได้  แม่ไก่ต้องจิกกินให้ดูเป็นตัวอย่าง  กว่าจะจิกกินให้ดูครบ 9 ตัว  ปลายข้าวก็แทบไม่เหลือแล้ว  ลูกไก่ที่อ่อนแอบางตัวกินไม่ทันพี่น้องก็ได้แต่ร้องเจี๊ยบๆ น่าสงสาร

ผมนึกเปรียบตัวเองถ้าเป็นลูกไก่คงกินไม่อิ่ม  จึงคิดหาทางช่วยลูกไก่โดยตอนแรกใช้กะลามะพร้าวซึ่งเคยเป็น “กระบวย”  ด้ามหลุด  ตักปลายข้าวเกือบเต็มแล้วแอบมุดลงไปใต้ถุนซึ่งล้อมรั้วไม้ไผ่ไว้เป็นเสมือนเล้าเป็ดไก่ (และหมูในอดีต) พอโผล่เข้าไปก็เผชิญหน้ากับแม่ไก่ดุร้ายกางปีกพองขน  ส่งเสียงขู่พร้อมกับพุ่งมาจากริมรั้วด้านหน้าบ้านทันที  ผมใจหายวาบรีบโกยอ้าวออกมาและปิดประตูเล้าทันหวุดหวิด  เช้าวันรุ่งขึ้นผมมีวิธีที่ดีและปลอดภัยจากการจิกตีของแม่ไก่แล้ว  เพราะผมเห็นแล้วว่าแม่ไก่พาลูกๆ ไปอยู่ริมรั้วด้านหน้าบ้าน  รั้วด้านนี้ใช้แผ่นไม้กว้างราว 5 เซนติเมตรตีปะแผ่นเว้นแผ่น  ดังนั้นช่องว่างนี้จึงกว้างมากพอให้ลูกไก่มุดออกมาที่ลานหน้าร้านค้าของเราได้  แต่แม่ไก่ตัวโตเกินกว่าที่จะมุดออกไป

ผมจึงรีบใช้กระบวยด้ามหลุดนั้นจ้วงเอาปลายข้าวเกือบเต็ม  แล้วโปรยหว่านปลายข้าวลงตรงปากช่องว่างระหว่างไม้รั้ว  ลูกไก่ที่แข็งแรงและคงจะฉลาดด้วยจึงวิ่งนำออกมาจิกกินเม็ดข้าว   ส่วนลูกไก่ 2 – 3 ตัวที่อ่อนแอยังวิ่งตามออกไปไม่ทันกินข้าวก็หมดแล้ว  ผมจึงโปรยเม็ดข้าวไกลออกไปๆ เพื่อให้ลูกไก่ที่อ่อนแอได้มีโอกาสกินด้วย  ดังนั้นผมจึงต้องออกแรงเหวี่ยงโปรยเม็ดข้าวให้ไกลออกไปทั่วๆ ลานหน้าร้านค้า  ผมเหวี่ยงโปรยเม็ดข้าวอย่างสนุก  ที่สุดเหลือเม็ดข้าวเล็กน้อยอยู่ก้นกระบวย  ผมถอยหลังมาหลายก้าวแล้ววิ่งไปหน้าบ้านสาดเม็ดข้าวจากกระบวย

อนิจจา …​นอกจากเม็ดข้าวจะหลุดออกไปแล้ว  ร่างของผมก็พุ่งหลาวลงไปเช่นเดียวกับเม็ดข้าวด้วย

ตุ้บ ! พลั่ก ! แว้ก !  โฮ !!   ร่างของผมหล่นจากที่สูง 1 เมตรพุ่งลงไปนอนคว่ำหน้ามือเท้ากางอยู่บนลานดิน  แม่หยุดมือที่กำลังหยิบของขายให้ลูกค้า  กระโดดผลุงลงไปอุ้มร่างผมพลิกขึ้นมา  เลือดสาดกระจายเต็มหน้ามาจากแผลเหนือหว่างคิ้วตรงขึ้นไป  ใกล้ตีนผมมีรอยหินรูปทรงกลมเจาะบุ๋มเข้าไปขนาดเหรียญห้าบาท

แม่จับผมนอนตักโดยชันเข่ายกด้านหัวของผมให้สูงขึ้น  ใช้ชายผ้าถุงปิดปากแผลห้ามเลือด  พลางร้องบอกญาติให้รีบไปตามหมอมาทันที  หมอที่ว่านี่คือ หมอแผนโบราณซึ่งในสมัยสงครามนั้น  แพทย์แผนปัจจุบันที่จบจาก “ศิริราช” หรือ “จุฬาลงกรณ์” นั้น  ทั้งจังหวัดมีคนเดียว   ทุกวินาทีที่ผ่านไปแม่ต้องเกิดความทุกข์ร้อนใจแสนสาหัสเพราะเลือดยังทะลักออกมาแข่งกับเสียงร้องโอดโอยของลูกชายจอมซน

ทันใดนั้นเอง  รถม้าคันหนึ่งก็แล่นมาถึงหน้าบ้าน  พ่อผมเผ่นผลุงลงมาและขึ้นไปฉวยเอาก้อนยาสูบ(ยาตั้ง) ขยุ้มหนึ่งชุบและบีบน้ำออกให้พอหมาดๆ  แล้วกรากเข้าไปผลัดอุ้มผมแทน  และใช้ยาสูบที่เตรียมไว้นั้นปิดครอบแผลทันที   เหมือนยาวิเศษจริงๆ  สายตาคนที่มามุงดูอีกหลายสิบคู่รวมทั้งคู่ของหมอแผนโบราณที่เพิ่งมาถึง  เห็นประจักษ์ว่าเลือดซึมออกมาน้อยลงๆ  และหยุดได้ภายในอึดใจเดียว  ชะงัดดีจริงๆ

ตั้งแต่นั้นเป็นต้นมาชาวบ้านในย่านนั้นก็รู้กันทั่วว่ายาสูบ (ยาตั้ง) ซึ่งมีอยู่ทุกครัวเรือนนั้นนอกจากใช้มวนบุหรี่สูบแล้ว  ยังใช้ปิดแผลสดห้ามเลือดได้อย่างเด็ดขาด   ผมรอดตายมาจนถึงสิ้นเดือนกุมภาพันธ์ 2545  ได้ไปผ่าตัดเหงือก และหมอให้ผมกัดผ้ากอซห้ามเลือดตั้งแต่ 1 ทุ่มจนถึงรุ่งเช้าเลือดยังไม่หยุด  ผมมีภารกิจสำคัญต้องไปเป็นประธานอนุกรรมการตัดสินการประกวดเรื่องหนึ่ง  นึกถึงสภาพทุลักทุเลที่ประธานต้องกัดผ้ากอซแล้วพูด  ผมคิดถึงยาสูบห้ามเลือด  แต่ผมเลิกสูบบุหรี่มาสิบกว่าปีแล้ว  ตั้งใจว่าสว่างแล้วจะออกไปซื้อบุหรี่ซองหนึ่งจากร้านเซเว่นอีเลฟเว่นข้างบ้าน  ฉีกเอาเฉพาะยาสูบมาพอกเหงือก  คงห้ามเลือดชะงัด

แต่ยังไม่ทันออกจากบ้าน  ภรรยาของผมพอทราบว่าผมเตรียมจะทำอะไร  เธอก็ท้วงว่าถ้าผมอมกัดยาสูบห้ามเลือด  แม้ห้ามเลือดได้แต่ผมคงเมายา  อาจขับรถไปเกิดอุบัติเหตุ หรือนั่งประชุมอย่างเลอะเลือน   เธอจึงฉวยกระติกออกไปอย่างว่องไว และซื้อน้ำแข็งที่ทุบฝอยๆ มา 5 บาท    ผมอมน้ำแข็งคำโตเน้นตรงแผลที่เหงือก  น้ำแข็งละลายผมก็กลืนลงท้องไป  มีเลือดปนบ้างก็ช่างมัน  คอยเติมน้ำแข็งให้เต็มปากไว้   หนึ่งชั่วโมงผ่านไปได้เวลาประชุม  ผมดำเนินการประชุมได้ตามปกติ  ไม่รู้สึกว่ามีเลือดไหลในปากอีก  เลิกประชุมแล้วลองใช้ผ้ากอซซับดู  ไม่ปรากฏหยดเลือดแน่นอน  นี่เป็นกรณีเฉพาะแผลในปาก  การใช้น้ำแข็งห้ามเลือดจึงใช้ได้ผลดีกว่าใช้ยาสูบ  แต่ถ้าเป็นแผลที่อวัยวะภายนอก  เช่น  กรณีแผลที่หน้าผากของผมละก็  ใช้ยาสูบหรือยาตั้งชุบน้ำบีบพอหมาดๆ แล้วปะคลุมปากแผลจะดีกว่า  ไม่มีการละลายด้วย  เราอาจใช้ผ้าพันแผลหรือปลาสเตอร์ยึดตรึงไว้ได้  แต่จะทำเช่นนี้กับกรณีใช้น้ำแข็งไม่ได้  อย่างไรก็ดี  ตอนที่ผมบาดเจ็บสาหัสนั้น  ยังไม่มีน้ำแข็งขายที่ลำปางหรอกครับ  ปกติชาวบ้านจะใช้หญ้าสาบเสือ (หญ้าแมงวาย) ซึ่งขึ้นเองอยู่ทั่วไป  เด็ดใบสักกำมือหนึ่ง  นำมาขยี้ๆ  แล้วโปะปิดปากแผลห้ามเลือดได้ไม่เลว  แต่สมัยนี้จะหาหญ้าสาบเสือได้ที่ไหนเล่า  แม้แต่ยาสูบหรือยาตั้งซึ่งเคยใช้ห้ามเลือดได้ดีที่สุด  บัดนี้ยุคสมัยที่เปลี่ยนไปในสังคมซึ่งรณรงค์ให้เลิกสูบบุหรี่  ยาสูบหรือยาตั้งซึ่งถูกบุหรี่เบียดออกจากตลาดไปนานหลายสิบปีแล้ว  ก็ยิ่งหาซื้อยากมาก  โดยเฉพาะในกรุงเทพฯ  ถ้าไม่สืบหาข้อมูลแหล่งขายให้แน่ชัดเสียก่อน  ขืนออกไปสุ่มหาซื้อละก็เหนื่อยเปล่านะครับ

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out /  Change )

Google photo

You are commenting using your Google account. Log Out /  Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out /  Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out /  Change )

Connecting to %s