พลังลมปราณแบบบู๊ตึ๋ง

การออกกำลังกายฝึกพลังลมปราณ

จุดกำเนิดการฝึกออกกำลังกาย “พลังลมปราณตามแบบอาจารย์ศุภกิจ”  ประสบการณ์จากธรรมชาติบำบัดในการฟื้นฟูสุขภาพของนายศุภกิจ นิมมานนรเทพ

เมื่อเด็กๆ  ผมผอมเกร็งแต่แข็งแรงและซุกซนมากพอดู  ผมมีอาการของโรคภูมิแพ้อยู่ด้วยเมื่อกินขนมจีนและแตงกวา  รวมทั้งแตงอื่นๆ  ผมจะเกิดผื่นลมพิษขึ้นทั้งตัว  กินยาเม็ดเดียวแล้วไปนอนห่มผ้าให้เหงื่อออกและหลับไปสักพักใหญ่ก็หายเป็นปกติ  ผมไม่กล้ากินขนมจีนน้ำยาที่ผมชอบมากอยู่นานกว่า 10 ปี  ครั้นอายุ 13 อาการภูมิแพ้ได้แรงขึ้นเป็นหอบหืด  ทรมานมาก  ปีหนึ่งๆ จะป่วยอย่างน้อย 1 ครั้ง  อาจจะหลายครั้งเมื่อแพ้ฝุ่น  เมื่ออากาศเปลี่ยนฤดูเข้าสู่ฤดูหนาว  ผมป่วยตลอด 22 ปีที่อยู่ลำปาง

ต่อมาเมื่ออายุ 29 – 33 ปี  รับราชการอยู่ที่จังหวัดพิจิตร  เชียงใหม่และจังหวัดน่าน  มีอาการแพ้อากาศบ่อยมา  ถึงขนาดต้องถูกนำส่งห้องไอ.ซี.ยู. กลางดึกที่โรงพยาบาลมหาราชเชียงใหม่เมื่อต้นเดือนพฤษภาคม 2515  หลังจากนั้นได้ไปรับราชการที่จังหวัดน่าน  ซึ่งอยู่ในหุบเขา  อากาศในฤดูหนาวแปรปรวนมากผมจึงป่วยทุกสัปดาห์  ช่วงนั้นข้าราชการชั้นโทขึ้นไปมีสิทธิ์เบิกค่ารักษาพยาบาลได้เพียงครึ่งหนึ่ง  ผมต้องจ่ายค่ารักษาตัวเองปีหนึ่งเท่ากับเงินเดือน 4 เดือน   ต่อมาผมได้ย้ายลงมารับราชการในภาคกลางและภาคตะวันออก คือ สุพรรณบุรี  สมุทรปราการ  และชลบุรีช่วงปี 2517 – 2526  สุขภาพดีขึ้นมากคือป่วยน้อยลงเหลือปีละ 1 – 2 ครั้ง  น้ำหนักตัวเพิ่มขึ้นจาก 50 กิโลกรัมเป็น 55 – 60 และ 63 – 64 กิโลกรัมเมื่อช่วงอยู่ที่จังหวัดชลบุรี

ปลายปี 2526  ผมย้ายเข้ามาอยู่ในกรุงเทพฯ  เพียงไม่กี่วันก็ป่วยเพราะแพ้อากาศในกรุง  ซึ่งนอกจากมลพิษเข้มข้นมากกว่าอากาศชายทะเลชลบุรีแล้ว  ปีนั้นอากาศยังวิปริตฝนตกชุกเกินเหตุจนเกิดน้ำท่วมใหญ่กระจายรอบกรุงเทพฯ  อากาศช่วงปลายปี 2526  จึงทั้งชื้นและเย็นกว่าปีก่อนและหลังจากนั้น  ผมมีอาการหอบ  หายใจไม่เต็มปอดตลอดเกือบ 2 เดือนในช่วงพฤศจิกายน – ธันวาคม 2526   ช่วงปี 2527 – 2530  ผมได้ไปร่วมงานที่ศูนย์อาสาพัฒนาและป้องกันตนเอง กอ.รมน. สวนรื่นฤดีเป็นเวลา 3 ปีครึ่ง  มีภารกิจต้องออกตระเวนไปกับคณะผู้แทน ศอพป. ไปตรวจเยี่ยมหมู่บ้าน อพป. ตามชนบทป่าเขาต่างๆ ทั่วประเทศ  ผมต้องเดินย่ำตามคณะตรวจเยี่ยมซึ่งแข็งแรง  เดินเก่งโดยเฉพาะทหารเข้มแข็งมาก  ผมพลอยแข็งแรงตามคณะไปด้วย

ครั้นกลับมาทำราชการปกติ  ผมมีเวลาว่างจึงสอบเข้าเรียนปริญญาโทภาคค่ำที่คณะรัฐศาสนศาสตร์  สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ NIDA   การเรียนหนังสือในยามแก่อายุ 46 ปี  กว่าจะจบก็ต้องผ่านความเครียดไม่รู้กี่สิบกี่ร้อยครั้ง   ดังนั้น  เมื่อเรียนจบจึงได้โรคหัวใจแถมพกนอกจากปริญญาโท  ต้องเข้าไปนอนในโรงพยาบาลราชวิถีเมื่อต้นปี 2534  นับเป็นครั้งที่ 2 ในชีวิตที่ผมต้องนอนพักรักษาตัวในโรงพยาบาล 1 สัปดาห์   หมอตรวจพบว่าอาการความดันโลหิตสูงเฉพาะตัวบน เช่น 180-80; 190-90 นั้นมีสาเหตุมาจากลิ้นหัวใจรั่ว  แต่ยังไม่ร้ายแรงถึงขนาดต้องผ่าตัดเปลี่ยนลิ้นหัวใจ (ใช้ลิ้นหัวใจเทียมใส่แทน)  จึงใช้การบำบัดรักษาด้วยยาเพื่อควบคุมความดันโลหิตมิให้สูงเกินไป  แต่คุณหมอ 2 – 3 ท่านที่รักษาผมแจ้งให้ทราบว่าการกินยาเป็นเพียงการประคองหรือยืดอายุให้ใช้ลิ้นหัวใจของแท้ที่ชำรุด หรือรั่วนั้นให้อยู่นานที่สุดเท่าที่จะทำได้  เพราะถึงอย่างไรลิ้นแท้ก็ย่อมดีกว่าลิ้นเทียมแน่นอน

แต่ถ้าถึงวันหนึ่งเมื่อผมมีอาการเหนื่อยง่ายมาก  ความดันโลหิตสูงมาก เช่น ความดัน 200  หรือ 210-90 เมื่อเดินขึ้นกระไดเพียงชั้นที่ 2 ก็เหนื่อยหอบแล้ว  ความดันโลหิตพุ่งขึ้นสูงปรี๊ก  ก็คงถึงเวลาต้องผ่าตัดเปลี่ยนลิ้นหัวใจแทนลิ้นที่ชำรุด  7 กันยายน 2535  สมัยแรกของรัฐบาลที่มี ฯพณฯ ชวน หลีกภัยเป็นนายกรัฐมนตรีนั้น  คุณอุทัย พิมพ์ใจชน  ส.ส. ชลบุรีและหัวหน้าพรรคเอกภาพได้เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์  ผมเคยเป็นพาณิชย์จังหวัดชลบุรี 6 ปี  คนชลบุรีรู้จักผมดี  ผมจึงถูกยืมตัวไปช่วยราชการประจำ ฯพณฯ รมว. อุทัย  พิมพ์ใจชน  ตั้งแต่วันแรกถึงวันสุดท้ายที่ท่านดำรงตำแหน่ง   ในขณะเดียวกันผมก็ยังปฏิบัติหน้าที่ในตำแหน่งผู้อำนวยการกองกลาง  สำนักงานปลัดกระทรวงพาณิชย์ด้วย  ภารกิจจึงหนักและเครียดมาก  แต่ผมก็ทำงานทั้ง 2 ตำแหน่งควบคู่กันได้อย่างดี  ควรจะได้ 2 ขั้นด้วย  เพราะที่ผมเคยได้ 2 ขั้นหลายครั้ง  ก่อนหน้านี้ผมทำงานน้อยกว่านี้อีก  เผอิญเงินเดือนของผมเต็มขั้นชนเพดานมาหลายปีแล้ว

อย่างไรก็ดี  อาการลิ้นหัวใจรั่วของผมแย่ลงๆ เพราะเหนื่อยมากขึ้น  เดินเร็วก็เหนื่อย  ขึ้นกระได 2 ขั้นก็ต้องหยุดหอบ 4 – 5 นาที  ยกหรือหิ้วกระเป๋าเอกสารเดินจากห้องทำงานไปใส่รถยนต์ห่าง 40 – 50 เมตรก็เหนื่อย  ในขณะเดียวกันอาการหอบเพราะภูมิแพ้ก็ยังไม่หายขาด  เพียงแต่เป็นน้อยลง  อาจารย์คุณหมอสมยศ คุณจักร ชาวพนัสนิคม ชลบุรี  โรงพยาบาลรามาธิบดีช่วยรักษา   ปี 2538  ฯพณฯ อุทัย พิมพ์ใจชน พ้นตำแหน่งไปพร้อมรัฐบาลในเดือนกรกฎาคม  ผมจึงมีเวลาว่างพอที่จะเข้าผ่าตัดเปลี่ยนลิ้นหัวใจ  อีกทั้งคุณหมอพูลชัย จิตอนันต์วิทยา  ผู้ดูแลรักษาก็ได้ปรึกษากับอาจารย์ พ.ญ. วิไล พัววิไล  แล้วเห็นว่า  อาการที่ป่วยอยู่นั้นสมควรเปลี่ยนลิ้นหัวใจจริงๆ  จึงติดต่อขอจองคิวหมอผ่าตัดมือชั้นหนึ่งของโรงพยาบาลราชวิถีในขณะนั้นไว้ให้แล้ว

ผมเข้าโรงพยาบาลราชวิถีวันที่ 7 สิงหาคม 2538  กำหนดผ่าตัดวันที่ 9   แต่วันที่ 8 ตอนสายๆ คุณหมอได้ฉีดสีเข้าหัวใจเพื่อตรวจดูรายละเอียดของเส้นเลือด  ลักษณะและขนาดของลิ้นหัวใจด้วยความละเอียดรอบคอบ  ปรากฏว่าอาการป่วยของผมนั้นมีเหตุที่ร้ายแรงกว่าลิ้นหัวใจรั่ว  โดยพบว่าเส้นเลือดใหญ่ในหัวใจตีบ 2 เส้น  เส้นหนึ่งตีบถึง 86.5%  หมายความว่าเลือดไหลผ่านได้เพียง 13.5%  คุณหมอแจ้งว่าสภาพเช่นนี้มีโอกาสเสี่ยงต่อการหัวใจวายกระทันหันเป็นอย่างยิ่ง  จึงติดต่อส่งตัวผมให้ไปเข้าโรงพยาบาลโรคทรวงอก กรมควบคุมโรคติดต่อ  อยู่ที่สี่แยกแคราย  อำเภอเมืองนนทบุรี   เป็นคนไข้ของคุณหมอสุดารัตน์ ตันศุภสวัสดิกุลและคณะ

วันที่ 10 สิงหาคม  คุณหมอและคณะก็รักษาอาการเส้นเลือดตีบด้วยบอลลูน และเสริมใยเหล็กในเส้นเลือดตรงจุดที่ยุบตัวลงมาตีบนั้นด้วย  ซึ่งจะมีผลดีทำให้จุดนั้นไม่ยุบตีบอีกอย่างน้อย 20 ปี   ช่วง 10 วัน  วิกฤติที่เข้าโรงพยาบาลครั้งนี้มีโอกาสอ่านข่าวเพื่อนรุ่นพี่ที่คุณเคยกันสมัยเรียนที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ คือ คุณวิทยา สุขดำรงค์  หัวใจวายตายเมื่อคืนวันที่ 12 สิงหาคม 2538  นึกในใจว่าถ้าได้พบกันก่อนหน้านั้น  จะชวนให้เข้ารับการรักษาจากคณะแพทย์ผู้เชี่ยวชาญการรักษาโรคหัวใจที่โรงพยาบาลศิริราช   โรงพยาบาลราชวิถี โรงพยาบาลโรคทรวงอก  โรงพยาบาลวชิรพยาบาล   โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์  หรือโรงพยาบาลพระมงกุฏเกล้าฯ  แห่งใดแห่งหนึ่ง ฯลฯ  ถ้าได้รักษาก่อนแล้วโอกาสรอดชีวิตมีมากกว่าแน่นอน

หลังทำบอลลูน  ผมต้องกินยาละลายเลือดอีกหลายเดือน  เพื่อไม่ให้มีเกร็ดเลือดไปอุดตันในเส้นเลือด   ครั้นกลางเดือนพฤศจิกายนปีนั้นเอง  ขณะที่ผมพาคณะนักเขียนจากประเทศสาธารณรัฐประชาชนจีนไปเยือนพัทยานั้น  ตื่นขึ้นมาในเช้าวันอาทิตย์  ผมรู้สึกว่าเพดานหมุนติ้วแม้จะหลับตาก็รู้สึกหัวหมุนอาเจียนอย่างหนักจนไม่มีอะไรจะออกอีก  ผมจึงขอยืมตัวคนขับรถของพาณิชย์จังหวัดชลบุรีไปช่วยขับรถพาเข้าไปหาหมอที่โรงพยาบาลราชวิถี   คุณหมอพูลชัยซึ่งภรรยาผมติดต่อไว้  ก็มาดูแลรักษาและให้พักอยู่ในห้องฉุกเฉินถึงราว 2 ทุ่ม  ผมก็ขออนุญาตกลับบ้านได้

ตั้งแต่วันนั้นผมก็มีสภาวะเป็นคนพิการ  คือ  เดินเซซุน  เหมือนคนเมาเหล้าอย่างหนัก  คือ  เซซ้าย  เซขวา  เด้งหน้า  เด้งหลัง  เป็นอัมพฤกษ์  บังคับการทรงตัวไม่ได้  แต่ประหลาดที่ผมยังขับรถมาทำงานเช้าๆ และจนค่ำมืดทุ่มเศษ  ภรรยาจึงมาหาและเดินให้ผมเกาะประคองตัวมิให้เซซุนไปมาเสียหาย  เพราะใครไม่รู้ความจริงอาจเข้าใจว่าผมเมาเหล้าเป็นอาจิณ   ผมวิตกว่าจะเป็นอัมพาตจึงไปหาหมอทุกวัน  ในสัปดาห์แรกหมออธิบายว่าอาการป่วยที่ผมเป็นนี้เกิดจากความเครียด  และเส้นโลหิตตีบตรงช่วงก้านคอ  จึงทำให้เลือดขึ้นเลี้ยงสมองไม่ปกติ   ดังนั้น  นอกจากกินยาแล้วผมต้องบริหารคอวันละ 2 ครั้ง  ก่อนอาบน้ำเช้าค่ำทำให้อาการดีขึ้นๆ รวดเร็ว

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out /  Change )

Google photo

You are commenting using your Google account. Log Out /  Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out /  Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out /  Change )

Connecting to %s