พลังลมปราณแบบบู๊ตึ๋ง

ท่าบริหารคอ ตามสูตรคุณหมอพูลชัย

วิธีบริหาร คือ  ให้ใช้มือ 2 ข้างสอดประสานนิ้วและยกขึ้น  ดึงหน้าผากไปข้างหลังโดยเราต้องเกร็งคอขืนเอาไว้  ดึง 10 ครั้ง  ขืนคอไว้ทั้ง 10 ครั้ง  แล้วเปลี่ยนไปดึงท้ายทอยให้ไปข้างหน้า  พร้อมกันนั้นเราก็ขืนท้ายทอยให้ตั้งตรงไว้ทั้ง 10 ครั้ง  

ท่าบริหารต้นคอ

จากนั้นใช้ฝ่ามือข้างหนึ่งยันเหนือทัดดอกไม้ (บริเวณเหนือใบหูส่วนบน)  โดยขืนคอให้ตั้งตรงไว้ทั้ง 10 ครั้ง  มืออีกข้างหนึ่งเท้าสะเอวไว้ด้านซ้ายหรือขวารวม 20 ครั้ง  ด้านหน้าผากกับท้ายทอยอีกรวม 4 ด้าน  40 ครั้ง วันละ 2 รอบ รวมเป็น 80 ครั้ง 

**ผู้ที่มีอาการความดันสูงเกิน 170/90 และเส้นเลือดโป่ง  “ห้ามทำเด็ดขาด” **

คุณหมอพูลชัย จิตอนันต์วิทยารับรองว่าถ้าผมบำบัดเช่นนี้ทุกวันละก็  ผมต้องหายเป็นปกติก่อนปีใหม่แน่นอน  คุณหมอพูลชัยฯ ไม่ได้พูดเอาใจผม แต่หมอกับผมจะต้องทำให้ได้เพราะคุณหมอจะแต่งงานในช่วงนั้น และจองตัวผมเป็นผู้กล่าวขอบคุณแขกแทนคุณพ่อคุณแม่ของคุณหมอ  ครั้นถึงวันดังกล่าวผมก็เดินขึ้นเวทีไปทำหน้าที่ได้อย่างเรียบร้อยดี  เป็นที่พึงพอใจของเจ้าภาพ

คุณหมอพูลชัย จิตอนันต์วิทยา

ไม่น่าเชื่อนะครับว่า  กายภาพบำบัดง่ายๆ แค่วันละ 2 หนๆ ละ ไม่เกิน 10 นาทีจะสามารถบำบัดรักษาคนไข้ที่เป็นอัมพฤกษ์ให้กลับฟื้นคืนเป็นปกติได้   วิธีนี้ช่วยให้หายง่วงดีมากๆ  เพราะในช่วงเดือนแรกที่ผมป่วยนั้น  นอกจากอาการเดินซวนเซเหมือนคนเมาเหล้าอย่างหนักแล้ว  ผมยังไม่กล้าข้ามถนนเพราะรู้สึกว่าบังคับขาทั้งสองให้ก้าวเดินดั่งใจต้องการไม่ได้  แม้ถนนแคบๆ ผมก็ไม่กล้าเดินข้าม

เร่ิมปีใหม่ 2539  ผมบริหารคออย่างเคยทุกวัน  สุขภาพดีขึ้นตามลำดับ  สมองแจ่มใสทำ “เอคโค่” (ECHO : Echocardiogram) วัดปริมาตรหัวใจเล็กลงจากเดิมเมื่อก่อนทำ “บอลลูน” นั้น  หัวใจผมมีปริมาตร 278 ซีซี คือ สภาพหัวใจโตมากๆ นอนตะแคงซ้ายไม่ได้มาหลายปี  หลังจากทำบอลลูน 3 – 4 เดือน  ตรวจพบว่าปริมาตรหัวใจลดลงเหลือ 234 ซีซี  ไปราชการต่างประเทศ 5 ครั้ง  ทั้งจีน  เกาหลีใต้  ญี่ปุ่น  ฮ่องกง และยุโรป 3 ประเทศ  คือ  สเปน  โปรตุเกส และฝรั่งเศสก็ไม่มีปัญหาอะไร

ช่วงเมษายน 2539  ระหว่างพักโรงแรมที่โปรตุเกส  ผมพบเพื่อนนักเรียนเก่าบุญวาทย์วิทยาลัย รุ่นเดียวกันชื่อ คุณเกรียงศักดิ์ (แมว) ขันธรักษ์ เป็นผู้ช่วยผู้ว่าการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค  ถามสารทุกข์สุกดิบกัน  ผมก็บอกอาการป่วยของผมและบอกวิธีบำบัดรักษาตนเอง  ทั้งย้ำว่า “โรคหัวใจ” นั้นถ้าได้พบหมอรักษาก่อนละก็ไม่ตายหรอก

เดือนต่อมาผมพบเพื่อนนักเรียนเก่าบุญวาทย์วิทยาลัยรุ่นถัดจากผมอีกคนหนึ่ง  ชื่อ คุณบุญธรรม พรหมณี เป็นผู้ช่วยเลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร  ถามถึงสุขภาพของผม  ผมก็เล่าและปรารภทำนองเดียวกับที่คุยกับคุณเกรียงศักดิ์  แต่อนิจจาในเดือนสิงหาคม – กันยายนปีนั้นเอง  เพื่อนนักเรียนเก่าทั้ง 2 คนนี้ก็ถึงแก่กรรมกระทันหันด้วยหัวใจวายอย่างอนาถ  ทั้งคู่ตายในขณะที่กำลังจะได้เลื่อนขั้นตำแหน่งอยู่ทีเดียว  น่าเสียดายยิ่งนัก

ผมทั้งยังไม่อยากตายและก็ไม่อยากอยู่อย่างออดๆ แอดๆ  จึงคอยดูแลติดตามผลการกินยากับปฏิกิริยาตอบรับของร่างกาย  ผมมีเครื่องวัดความดันโลหิตและชีพจรใช้ประจำบ้านจึงคอยวัดทุกระยะ และจดบันทึกไปให้คุณหมอช่วยพิจารณา   ด้วยผลจากการร่วมมือกันอย่างใกล้ชิดของคุณหมอกับผม  ทำให้สภาพของหัวใจของผมดีขึ้นตามลำดับ  ทำเอคโค่ ECHO แล้วได้ทราบว่าปริมาตรหัวใจลดขนาดลงเรื่อยๆ  จนล่าสุดเมื่อต้นปี 2542 หัวใจของผมมีขนาดเพียง 147 ซีซี (จากเดิมที่เคยแย่ที่สุดคือ 278 ซีซี)  ทำให้นอนตะแคงซ้ายหลับได้ตลอดคืนทั้งๆ ที่ผมทำไม่ได้มาสิบปีแล้ว  อีกทั้งยังเดินขึ้นบันไดตึก 3 ชั้นได้รวดเดียว  ไม่ต้องหยุดพักหอบเหนื่อยทีละชั้นแล้ว

แต่แล้วโรคเก่าอันเป็นโทษสมบัติเฉพาะตั้งแต่เด็กๆ ก็กลับมากำเริบหนักอีกครั้ง  เมื่อเดือนเมษายน 2542  ช่วงนั้นอาจารย์จงจิต ภรรยาของผมได้รับเชิญไปเป็นวิทยากรฝึกอบรมสัมมนาครูอาสาสมัครสอนภาษาไทยที่วัดไทย ณ กรุงวอชิงตัน  แล้วแวะเยี่ยมลูกสาวคนเล็กซึ่งกำลังเรียนปริญญาโท  สาขาคอมพิวเตอร์ที่มหาวิทยาลัยแห่งเมืองฮิวสตัน รัฐเท็กซัส  ผมต้องอยู่ลำพังหนึ่งเดือนครึ่ง

ช่วงก่อนสงกรานต์  ผมเก็บเอกสารข้าวของในห้องทำงานเพื่อเตรียมการขนย้ายไปอยู่อาคารตึกใหม่ที่ถนนสนามบินน้ำ ตำบลบางกระสอ อำเภอเมืองนนทบุรี  เก็บเอกสารได้ 2 วัน  ผมก็เริ่มมีอาการแพ้  พอวันที่ 3 ก็เจ็บคอมีไข้จึงไปหาหมอที่โรงพยาบาลรามาธิบดี  หมอสั่งยาแก้อักเสบแก้ไข้และอื่นๆ ที่จำเป็นให้ผมกิน  เผอิญช่วงเดือนเมษายน 2542  ฝนตกผิดปกติแทบทุกวันๆ  ต่อเนื่องไปจนกลางเดือนพฤษภาคมด้วย  อาการป่วยของผมยิ่งย่ำแย่ลงไปทุกวัน  จับไข้ทุก 4 – 5 ชั่วโมง  กินยาแก้ไข้และเหงื่อออกสร่างไข้วนเวียนอยู่ตั้งแต่วันที่ 12 เมษายนนถึงคืนวันที่ 23 เมษายน  ที่ร้ายมากที่สุดคือ  อาการหอบหืดอย่างหนัก  กินยาฟรานอลทีละ 2 เม็ดก็ไม่หยุด  ใช้ยาพ่นชนิดหลอด (Ventolin Inhaler) ก็ไม่หยุดหอบ  นอนตะแคงก็ไม่หลับ   เพราะหนวกหูที่มีเสียงหอบของตัวเองดังครืดคราดๆ  ตลอดเวลา  ใช้ยาละลายเสมหะวันละ 10 – 20 ซองเพื่อขับก้อนเสมหะในหลอดลมก็ไม่ยอมออกมา  ใช้เครื่องพ่นยารมเข้าหลอดลมเช้า – เย็น และก่อนนอนก็เพียงบรรเทาให้นอนได้ แต่ก็ต้องนอนหงาย  และเรียงหมอนให้หัวสูงขึ้น  นอนได้สัก 2 – 3 ชั่วโมงก็เมื่อย  พอพลิกตัวตะแคงก็สะดุ้งตื่นเพราะเสียงหอบยังมีอยู่

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out /  Change )

Google photo

You are commenting using your Google account. Log Out /  Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out /  Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out /  Change )

Connecting to %s