พลังลมปราณแบบบู๊ตึ๋ง

ท่านอนแบบกบจำศีล ลดพุง และ “พลังลมปราณ”

ผมต้องขอเลื่อนหรืองดงานไปหลายราย  แต่วันเสาร์ที่ 24 เมษายน 2542  เวลาบ่ายสองโมง  ผมจะต้องเป็นวิทยากรเดี่ยว  ปาฐกถาเรื่องไซอิ๋ว  ภาคพิสดาร  ที่ห้องประชุมใหญ่วิทยสถานแห่งวัฒนธรรมตะวันออก (O.C.A.)  ผมจะไปพูดได้ยังไงตั้ง 2 ชั่วโมงในเมื่อคืนวันที่ 23 เมษายน  ผมยังมีไข้หนาวสะท้านหอบเหนื่อยลุกยืนแทบไม่ไหว  แต่ถ้าผมไปไม่ได้  ก็ต้องเสียหายมากเพราะผู้จัดรายการได้ออกข่าวเชิญชวนผู้ฟังมากมายแล้วทั้งผู้หลักผู้ใหญ่ผู้ศึกษาเรื่องจีนและสื่อมวลชนรวมทั้งเพื่อนข้าราชการจากกระทรวงพาณิชย์รอฟังอยู่

เช้ามืดวันเสาร์ที่ 24 เมษายนนั้น  ผมยังอาการไม่ดีพอที่จะไปพูดได้  นอนนึกๆ อยู่ว่าจะทำอย่างไรจึงจะไปพูดได้สักหนึ่งชั่วโมงก็ยังดี  ทันใดนั้นก็นึกได้ว่าเมื่อกลางปี (16 กันยายน) 2540  มีศาสตราจารย์จางฉี (ZhangQi) แห่งภาควิชาพลศึกษาของมหาวิทยาลัยมณฑลเหลียวหนิง  สาธารณรัฐประชาชนจีนได้มาบรรยายพิเศษที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์  กล่าวถึงหลักการกายภาพบำบัดของลัทธิเต๋าเพื่อให้อายุยืนและกล่าวว่าสำนักบู๊ตึ๊ง คือหนึ่งในสำนักธรรมชาติบำบัดตามลัทธิเต๋า  โดยมีแพ่โจ้ว หรือเผิงจู่เจ้าแห่งอายุวัฒนะเป็นปรมาจารย์อยู่ท่านหนึ่งด้วย  แพ่โจ้ว คือ ผู้ที่ชาวจีนปั้นรูปของท่านไว้บูชาเรียกว่า  ซิ่ว หรือ โซ่ว  ในชุดสามเทพที่เรียกว่า ฮก ลก ซิ่ว (หรือ ฝู ลู่ โซ่ว)

การบรรยายครั้งนั้นได้สอนท่ากายภาพบำบัด หรือการบริหารง่ายๆ ให้บางท่า  จนแม้ท่านอน “แบบกบจำศีล” เพื่อลดความหิวและลดพุงแฟบลง  อีกทั้งผู้บรรยายซึ่งอายุ 63 ปี  ยังสปริงตัวแผล็วขึ้นไปสาธิตท่าบริหารกายอยู่บนโต๊ะให้เห็นชัด

ผมหลับตานึกทบทวนจนจำได้ท่าหนึ่งอย่างแม่นยำ  จึงรีบลุกขึ้นเก็บที่นอนแล้วก็เริ่มบริหารร่างกายตามตำรับบู๊ตึ๊งทันทีดังนี้

  • ยืนตรงแยกเท้าเล็กน้อย  มือกำแนบลำตัวหายใจลึกๆ 3 ครั้ง  แล้วค่อยๆ กางแขนออกช้าๆ ช้าๆ และกำหนดใจให้รู้สึกเสมือนหนึ่งว่ากำลังยกตุ้มเหล็กหนักๆ ขึ้นมา  สมมุติน้ำหนักเอาเองให้เหมาะสมแก่อายุ สังขาร และความจำเป็นที่จะใช้งาน)  จนยกกำปั้นขึ้นมาเสมอไหล่  แล้วแบมือออก หายใจลึกๆ 3 ครั้ง  ขณะนั้นฝ่ามือคว่ำลง

พลังลมปราณ ๑

  • เกร็งกล้ามเนื้อแขน และค่อยๆ หงายฝ่ามือขึ้นมาช้าๆ ช้าๆ ให้รู้สึกเสมือนหนึ่งว่ากำลังออกแรงผลักบานประตูหนักๆ อยู่  หมุนข้อมือจนกระทั่งฝ่ามือหงายขึ้นเต็มที่  เหยียดตรงขนานพื้นตลอดเวลา  หายใจลึกๆ  และกางแขนยืดอกเต็มที่ 3 ครั้ง

พลั

  • แขนตึงตลอดเวลา  และค่อยๆ ยกฝ่ามือหรุบขึ้นช้าๆ ช้าๆ  จนกระทั่งแขนเหยียดตรงสูงขึ้นไป (ฝึกถึงที่สุด คือโคนแขนแนบใบหูฝ่ามือชูขนานกันเหยียดตรงอยู่เหนือหัว) หายใจลึกๆ 3 ครั้ง
  • เกร็งกล้ามเนื้อย่อแขนทั้งคู่ลงมาช้าๆ ช้าๆ  กำหนดใจให้รู้สึกเสมือนหนึ่งเรากำลังยกสิ่งของหนักๆ ค่อยๆ ชะลอลงมากระทั่งฝ่ามือขนานกันอยู่ตรงระดับใบหน้าของเรา  ค่อยๆ ชะลอลงมาจนกระทั่งฝ่ามือขนานกันอยู่ตรงระดับใบหน้าของเรา  ค่อยๆ ย่อตัวลงไปๆ จนนั่งยองๆ เท้าราบ  หายใจเต็มพุง 3 ครั้ง  แต่มือทั้งสองข้างยังคงอยู่ในท่าเดิม  ข้อศอกตั้งบนเข่า  แล้วค่อยๆ ยืนขึ้นช้าๆ จนตัวตรงแล้วหายใจยาวๆ

วิทยากรบรรยาย1

  • เกร็งกล้ามเนื้อค่อยๆ ขยายฝ่ามือเข้าออกๆ เสมือนหนึ่งว่ามีสปริงดันฝ่ามือออก  แต่มีสปริงอีกชุดกดอยู่หลังมือไม่ให้ขยายออกง่ายๆ  หายใจเฉพาะทางจมูกเร็วๆ แรงๆ เสมือนปล้ำสู้กับผู้ร้าย
  • แต่ฝ่ามือขยายออกๆ  จนที่สุดฝ่ามือของเรากางออกไปจนสุดแขนเหยียดตรง  ฝ่ามือคว่ำลง  ยืดอกเต็มที่และหายใจลึกๆ 3 ครั้ง  ค่อยลดแขนทั้งสองลงช้าๆ จนแนบตัว

ครบท่าบริหารเพียงแค่นี้เองไม่มีอะไรยาก  แต่ตั้งกลับไปเร่ิมที่ขั้นตอนแรกอีก  ทำกลับไปกลับมาสัก 5 – 6 เที่ยว  ต้องได้เหงื่อไหลออกมาแน่นอน (↓↓ดูวีดีโอท่าการออกกำลังกายที่นี่ ↓↓)

พลังลมปราณตามแบบบู๊ตึ๊ง 

ครั้งแรกที่ผมลองทำกายภาพบำบัดเช่นนี้  ผมเกิดความปิติยินดีเป็นอย่างยิ่งเพราะ  ทำไปได้ 3 รอบ  เสมหะที่อัดแน่นอยุ่ในหลอดลมหลุดออกมาเรื่อยๆ  ต้องหยุดบ้วนลงในกระโถนเป็นระยะ  รู้สึกโล่งอกหายใจได้เต็มปอดเป็นครั้งแรกในเดือนนั้น  บ้วนเสมหะจนหมดตั้งแต่วันนั้น  จนถึงวันนี้ไม่มีเสมหะอีกเลย  เสียงกรนก็หายไปด้วย

เมื่อทำไปได้อีก 15 นาที  เหงื่อไหลโชกเหมือนกินยาแก้ไข้ 2 เม็ด  ไข้หายหมดเช่นเดียวกับกินยา  เสียงหอบหืดหายไปนับแต่วันนั้น  โดยไม่ต้องใช้ยา  ผมออกไปบรรยายเรื่องไซอิ๋วได้ 2 ชั่วโมงรวดไม่มีวี่แววคนเพิ่งหายไข้ได้ป่วยมา 12 วันเลย   คนฟังสนุกสนานจนหนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจนำไปเขียนถึงยาวเหยียด 1 หน้าครึ่งในหน้าจุดประกาย และเผยแพร่ทางอินเทอร์เน็ตไปทั่วโลก

อาจารย์จงจิตอ่านอินเทอร์เน็ตที่สหรัฐอเมริกาพบว่า นสพ. กรุงเทพธุรกิจได้นำเรื่องไซอิ๋วที่ผมพูดไปลงตีพิมพ์ยาวเหยียดเต็มหน้าครึ่ง  รู้สึกตื่นเต้นมากจึงส่งอีเมลมาบอกข่าวด้วยความปีติยินดีที่ผมหายป่วยและไปบรรยายได้ดี  แต่เธอไม่รู้หรอกว่าผมหายป่วยได้อย่างไร

เธอรู้ชัดก็เมื่อวันที่ 11 พฤษภาคม เมื่อเธอกลับมาถึงเมืองไทย และผมอุ้มเธอลอยขึ้นไปได้เป็นครั้งแรกในช่วง 10 กว่าปีที่ผ่านมา  ผมอุ้มลูกหนัก 25 กิโลกรัมยังไม่ไหวเลย  ที่ไหนจะคิดอุ้มเมียที่หนักกว่า 50 กิโลกรัมได้!!

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out /  Change )

Google photo

You are commenting using your Google account. Log Out /  Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out /  Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out /  Change )

Connecting to %s