พลังลมปราณแบบบู๊ตึ๋ง

หัวใจของการออกกำลังกายพลังลมปราณแบบบู๊ตึ๊ง

 

This slideshow requires JavaScript.

ดูท่าออกกำลังกายได้ที่นี่ ⇒⇒

ดูเพิ่มเติมบน YouTube
https://youtu.be/FGcQHbC9fVs
  • ยืนตัวตรง  เท้าห่างกันเล็กน้อย  มือกำแน่น  เกร็งกล้าม  หายใจลึกๆ 3 ครั้ง  4 ขั้นตอน  ค่อยๆ กางแขนช้าๆ เสมือนยกตุ้มเหล็กหนักๆ ขึ้น  จนเสมอไหล่  ผู้สูงอายุ/ ผู้สุขภาพไม่แข็งแรงให้ลดทอนการเกร็งกำลังลง  เริ่มเบาๆ ก่อน
  1. เงยหน้า  ยืดอก  สูดหายใจเข้าทางจมูกจนรู้สึกเต็มปอดแล้ว  กลั้นหายใจ  ยกไหล่ยืดขึ้นสูงสุด
  2. ค่อยๆ ก้มหน้าลง  ห่อไหล่/ ยอบหน้าอกไล่ลมลงส่วนล่างของปอด  พร้อมๆ กับเบ่งพุงท้องป่อง
  3. กักลมไว้  นับในใจ 1-2-3-4-5-6-7-8-9-10 ….  ถ้าทนได้ก็นับต่อ  เมื่อสุดกลั้นแล้ว  ก็ปล่อยลมหายใจออกทางปาก  โดยก้มหน้าลง  ห่อปากทำปากเล็กๆ เหมือนจะผิวปาก  แล้วพ่นลมออกแรงๆ มีเสียงดัง
  4. หายใจปกติเข้าทางจมูกเบาๆ น้อยๆ  เมื่อสุดลมหายใจ  ลมส่วนบนของปอดที่หน้าอกจะเชื่อมต่อกับลมที่ค้างอยู่ในปอดส่วนล่าง
  • กางแขนเหยียดฝ่ามือออกสุดๆ หายใจลึกๆ  เต็มปอด 3 ครั้ง  เกร็งกล้ามแขนขนานพื้นตลอดเวลา  ค่อยๆ พลิกฝ่ามือหงายขึ้นช้าๆ เสมือนผลักประตูฝืดๆ
  • จนมือหงายขนานพื้น  หายใจลึกๆ เต็มปอด 3 ครั้ง  แขนตึงค่อยๆ ยกแขนหุบขึ้นช้าๆ  เกร็งกล้ามเสมือนยกของหนักๆ ขึ้นไป  สมมุติน้ำหนักเอง  ขึ้นอยู่กับอายุ  สังขาร และความจำเป็นที่จะไปใช้งาน
  • จนแขนขึ้นสูงสุด ท้องแขนกระทบใบหู  ยืดตัวตรงหายใจลึกๆ 3 ครั้ง  ผู้ที่ปวดเมื่อยหลังให้เน้นการยืดตัวในขั้นตอนที่ 1 – 5  โดยเฉพาะขั้นตอนนี้ให้ยืดตัวเสมือนชูมือขึ้นถึงเพดานได้  ฝึกใหม่ๆ ยกแขนเท่าใดก็ได้
  • เกร็งกล้ามเนื้อเสมือนยกกระถางหนักๆ ให้เหมาะแก่อายุและสังขารของผู้ฝึกเอง  ชะลอลงมาช้าๆ จนฝ่ามือทั้งสองขนานกันอยู่ในระดับใบหน้า  ยังเกร็งกล้ามตามสภาวะสังขารแต่ละคน
  • ค่อยๆ ย่อตัวลงช้าๆ  จนนั่งเท้าราบ  หายใจให้เต็มพุง  3 ครั้ง  มือทั้งสองยังคงขนานกันอยู่ท่าเดิม  ผู้ที่มีปัญหานั่งไม่ได้ก็ข้ามขั้นตอนนี้ไป หรือทำเพียงย่อๆ ตัวลง
  • ค่อยๆ ลุกขึ้นช้าๆ  จนตัวตรง  แล้วเกร็งกล้ามเนื้อแขน  ขยายฝ่ามือออกช้าๆ  เสมือนกระถางเหล็กขยายตัวออกๆ  และเหมือนมีสปริงชุดหนึ่งกดอยู่หลังมือ ทำให้ขยายตัวออกไม่สะดวก  เราต้องเกร็งมือกดต้านกันไว้  หายใจทางจมูก  ปิดปาก  เร็ว  แรง  กระชั้นเหมือนเรากำลังปล้ำสู้กันอยู่  ถ้าเป็นหวัด  อนุโลมให้หายใจเข้าทางปากออกทางจมูก
  • แต่กระถางเหล็กขยายออกแรงกว่า  จึงดันมือค่อยๆ กางออกจนสุดแขน  เหยียดตรงฝ่ามือคว่ำลง  ยืดอกเต็มที่  หายใจลึกๆ เต็มปอด 3 ครั้ง  ค่อยๆ ลดมือลงช้าๆ  จนมาอยู่แนบตัว  ครบท่าบริหาร 1 รอบ

ฝึกวันละ 30 นาที  หรือจนกว่าเหงื่อจะออกจึงจะได้ผลสมบูรณ์   การฝึกเพื่อสมาธิจิต  ให้หลับตาฝึกช้าๆ ในที่เงียบ  กำหนดจิตติดตามความเคลื่อนไหวของกาย  แก้การนอนไม่หลับ  ปวดหัว  ไมเกรน

พลังลมปราณแบบบู๊ตึ๋ง

การออกกำลังกายพลังลมปราณแบบเส้าหลิน

เอ็นข้อมือซ้ายของผมพลิกตั้งแต่ต้นเดือนมิถุนายน 2542  ช่วงที่ป่วยนั้นรันทดมาก  ไปหาแพทย์ทางกระดูกและเส้นเอ็นรักษาก็ไม่หาย  หมอแนะนำว่าถ้ารักษาด้วยยาไม่หาย ก็ต้องผ่าตัด    เพื่อนผมชื่อคุณอัครพงษ์ (เม้ง) อัครเกษมพรไปเชิญซินแสเฉินจากย่านตลาดน้อย กรุงเทพฯ ช่วยนวดให้ 2 ครั้งๆ ละ 10 – 15 นาที พลิกเอ็นกลับเข้าที่เป็นปกติได้ง่ายดาย

ผมดีใจมาก  แต่จะตอบแทนเป็นเงินซินแสเฉินก็ไม่รับ  จึงขอสาธิตสอนท่ากายภาพบำบัดแบบสำนักบู๊ตึ๊งตอบแทนแก่ซินแสเฉิน   ซินแสเฉินพิจารณาท่าบริหารที่ผมสาธิตให้ดูแล้ว  วิจารณ์ว่าท่าบริหารแบบที่ผมสาธิตนี้เน้นการเกร็งกำลังภายในมาก  จึงเหมาะสำหรับคนหนุ่มที่ต้องการแข็งแรงเร็ว  แต่อาจไม่เหมาะสำหรับผู้หญิง หรือคนแก่หรือคนที่สุขภาพยังไม่แข็งแรงต้องฟื้นฟูก่อน  ซินแสเฉินจึงสอนท่าบริหารกายอย่างง่ายซึ่งผมเรียกว่าแบบสำนักวัดเส้าหลิน (เสี่ยวลิ้มยี่) ให้  โดยมีหลักการหายใจเหมือนกันแต่ไม่เน้นเกร็งกำลัง  ตามลำดับขั้นตอนบริหารดังนี้

  • ยืนตรง  แยกเท้าเล็กน้อย  สะบัดมือ 2 – 3 ที  ยืดอกหายใจเข้าลึกๆ ระบายลมออกทางปาก 3 ครั้ง

ดูท่าการออกกำลังกายพลังลมปราณแบบเส้าหลินที่นี่ ⇒⇒

ดูเพิ่มเติมบน YouTube
https://youtu.be/rrYvbgEr_JY

 

  • กางแขนขึ้นช้าๆ ช้าๆ  ฝ่ามือคว่ำจนแขนกางตรงระดับไหล่  ยืดอกหายใจลึกๆ 3 ครั้ง
  • ค่อยๆ พลิกฝ่ามือช้าๆ ช้าๆ จนหงายขึ้นเต็มที่  แขนตรง  แล้วยกแขนทั้งสองหุบขึ้นไปช้าๆ ช้าๆ จนฝ่ามือทั้งสองขนานกันอยู่เหนือศีรษะ  แขนเหยียดตรงยืดอกหายใจลึกๆ 3 ครั้ง
  • ค่อยๆ  งอข้อศอกให้ปลายมือจรดกันอยู่เกือบแตะศีรษะแบะอกเต็มที่  ข้อศอกเป็นกงในแนวตรงกับลำตัวหายใจลึกๆ 3 ครั้ง
  • ค่อยๆ พลิกเฉพาะฝ่ามือให้หงายขึ้นช้าๆ จนหงายขึ้นเต็มที่แล้วจึงค่อยๆ ยกฝ่ามือดันขึ้นฟ้าอย่างช้าๆ  ถ้าโคนแขนเทอะทะก็เกร็งกล้ามในช่วงนี้ด้วย   จนฝ่ามือชูสูงสุดคล้ายคนยอมแพ้
  • ค่อยๆ กวักฝ่ามือลงช้าๆ แขนตรงตลอดเวลา  ครั้นฝ่ามือลงมาถึงระดับไหล่  ให้เราค่อยๆ ก้มตัวลงช้าๆ ตามจังหวะฝ่ามือที่กวักลงมาถึงระดับไหล่  ขาตรงไม่งอเข่า  ปลายมือแตะปลายเท้ายิ่งดี  ฝ่ามือผ่านลำตัวม้วนขึ้นโผล่กลางลำตัว
  • เมื่อก้มสุดเท่าที่เราจะทำได้แล้ว  ให้ค่อยๆ ยืนขึ้นจนตัวตรงหายใจลึกๆ 3 ครั้ง  แล้วค่อยๆ ย่อตัวลงๆ นั่งยองๆ เท้าราบ  เอื้อมมือโอบเข่าหงายฝ่ามือจรดปลายนิ้วเข้าหากัน  หายใจเต็มพุง 3 ครั้ง
  • คลายมือออกแล้วค่อยๆ ทรงตัวขึ้นจนตัวตรง และฝ่ามือขึ้นมาถึงระดับอก  ค่อยพลิกฝ่ามือคว่ำลงปลายนิ้วจรดกันอยู่  ค่อยๆ ลดลงไปจนฝ่ามือสุดแล้ว  วกมาแนบข้างลำตัว

จบ 1 รอบให้กลับไปเริ่มรอบใหม่  กลับไปกลับมาอย่างต่ำ 5 รอบ หรือจนกว่าเหงื่อออก  วันเวลาใดก็ได้ที่สะดวก

พลังลมปราณแบบบู๊ตึ๋ง

ท่านอนแบบกบจำศีล ลดพุง และ “พลังลมปราณ”

ผมต้องขอเลื่อนหรืองดงานไปหลายราย  แต่วันเสาร์ที่ 24 เมษายน 2542  เวลาบ่ายสองโมง  ผมจะต้องเป็นวิทยากรเดี่ยว  ปาฐกถาเรื่องไซอิ๋ว  ภาคพิสดาร  ที่ห้องประชุมใหญ่วิทยสถานแห่งวัฒนธรรมตะวันออก (O.C.A.)  ผมจะไปพูดได้ยังไงตั้ง 2 ชั่วโมงในเมื่อคืนวันที่ 23 เมษายน  ผมยังมีไข้หนาวสะท้านหอบเหนื่อยลุกยืนแทบไม่ไหว  แต่ถ้าผมไปไม่ได้  ก็ต้องเสียหายมากเพราะผู้จัดรายการได้ออกข่าวเชิญชวนผู้ฟังมากมายแล้วทั้งผู้หลักผู้ใหญ่ผู้ศึกษาเรื่องจีนและสื่อมวลชนรวมทั้งเพื่อนข้าราชการจากกระทรวงพาณิชย์รอฟังอยู่

เช้ามืดวันเสาร์ที่ 24 เมษายนนั้น  ผมยังอาการไม่ดีพอที่จะไปพูดได้  นอนนึกๆ อยู่ว่าจะทำอย่างไรจึงจะไปพูดได้สักหนึ่งชั่วโมงก็ยังดี  ทันใดนั้นก็นึกได้ว่าเมื่อกลางปี (16 กันยายน) 2540  มีศาสตราจารย์จางฉี (ZhangQi) แห่งภาควิชาพลศึกษาของมหาวิทยาลัยมณฑลเหลียวหนิง  สาธารณรัฐประชาชนจีนได้มาบรรยายพิเศษที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์  กล่าวถึงหลักการกายภาพบำบัดของลัทธิเต๋าเพื่อให้อายุยืนและกล่าวว่าสำนักบู๊ตึ๊ง คือหนึ่งในสำนักธรรมชาติบำบัดตามลัทธิเต๋า  โดยมีแพ่โจ้ว หรือเผิงจู่เจ้าแห่งอายุวัฒนะเป็นปรมาจารย์อยู่ท่านหนึ่งด้วย  แพ่โจ้ว คือ ผู้ที่ชาวจีนปั้นรูปของท่านไว้บูชาเรียกว่า  ซิ่ว หรือ โซ่ว  ในชุดสามเทพที่เรียกว่า ฮก ลก ซิ่ว (หรือ ฝู ลู่ โซ่ว)

การบรรยายครั้งนั้นได้สอนท่ากายภาพบำบัด หรือการบริหารง่ายๆ ให้บางท่า  จนแม้ท่านอน “แบบกบจำศีล” เพื่อลดความหิวและลดพุงแฟบลง  อีกทั้งผู้บรรยายซึ่งอายุ 63 ปี  ยังสปริงตัวแผล็วขึ้นไปสาธิตท่าบริหารกายอยู่บนโต๊ะให้เห็นชัด

ผมหลับตานึกทบทวนจนจำได้ท่าหนึ่งอย่างแม่นยำ  จึงรีบลุกขึ้นเก็บที่นอนแล้วก็เริ่มบริหารร่างกายตามตำรับบู๊ตึ๊งทันทีดังนี้

  • ยืนตรงแยกเท้าเล็กน้อย  มือกำแนบลำตัวหายใจลึกๆ 3 ครั้ง  แล้วค่อยๆ กางแขนออกช้าๆ ช้าๆ และกำหนดใจให้รู้สึกเสมือนหนึ่งว่ากำลังยกตุ้มเหล็กหนักๆ ขึ้นมา  สมมุติน้ำหนักเอาเองให้เหมาะสมแก่อายุ สังขาร และความจำเป็นที่จะใช้งาน)  จนยกกำปั้นขึ้นมาเสมอไหล่  แล้วแบมือออก หายใจลึกๆ 3 ครั้ง  ขณะนั้นฝ่ามือคว่ำลง

พลังลมปราณ ๑

  • เกร็งกล้ามเนื้อแขน และค่อยๆ หงายฝ่ามือขึ้นมาช้าๆ ช้าๆ ให้รู้สึกเสมือนหนึ่งว่ากำลังออกแรงผลักบานประตูหนักๆ อยู่  หมุนข้อมือจนกระทั่งฝ่ามือหงายขึ้นเต็มที่  เหยียดตรงขนานพื้นตลอดเวลา  หายใจลึกๆ  และกางแขนยืดอกเต็มที่ 3 ครั้ง

พลั

  • แขนตึงตลอดเวลา  และค่อยๆ ยกฝ่ามือหรุบขึ้นช้าๆ ช้าๆ  จนกระทั่งแขนเหยียดตรงสูงขึ้นไป (ฝึกถึงที่สุด คือโคนแขนแนบใบหูฝ่ามือชูขนานกันเหยียดตรงอยู่เหนือหัว) หายใจลึกๆ 3 ครั้ง
  • เกร็งกล้ามเนื้อย่อแขนทั้งคู่ลงมาช้าๆ ช้าๆ  กำหนดใจให้รู้สึกเสมือนหนึ่งเรากำลังยกสิ่งของหนักๆ ค่อยๆ ชะลอลงมากระทั่งฝ่ามือขนานกันอยู่ตรงระดับใบหน้าของเรา  ค่อยๆ ชะลอลงมาจนกระทั่งฝ่ามือขนานกันอยู่ตรงระดับใบหน้าของเรา  ค่อยๆ ย่อตัวลงไปๆ จนนั่งยองๆ เท้าราบ  หายใจเต็มพุง 3 ครั้ง  แต่มือทั้งสองข้างยังคงอยู่ในท่าเดิม  ข้อศอกตั้งบนเข่า  แล้วค่อยๆ ยืนขึ้นช้าๆ จนตัวตรงแล้วหายใจยาวๆ

วิทยากรบรรยาย1

  • เกร็งกล้ามเนื้อค่อยๆ ขยายฝ่ามือเข้าออกๆ เสมือนหนึ่งว่ามีสปริงดันฝ่ามือออก  แต่มีสปริงอีกชุดกดอยู่หลังมือไม่ให้ขยายออกง่ายๆ  หายใจเฉพาะทางจมูกเร็วๆ แรงๆ เสมือนปล้ำสู้กับผู้ร้าย
  • แต่ฝ่ามือขยายออกๆ  จนที่สุดฝ่ามือของเรากางออกไปจนสุดแขนเหยียดตรง  ฝ่ามือคว่ำลง  ยืดอกเต็มที่และหายใจลึกๆ 3 ครั้ง  ค่อยลดแขนทั้งสองลงช้าๆ จนแนบตัว

ครบท่าบริหารเพียงแค่นี้เองไม่มีอะไรยาก  แต่ตั้งกลับไปเร่ิมที่ขั้นตอนแรกอีก  ทำกลับไปกลับมาสัก 5 – 6 เที่ยว  ต้องได้เหงื่อไหลออกมาแน่นอน (↓↓ดูวีดีโอท่าการออกกำลังกายที่นี่ ↓↓)

พลังลมปราณตามแบบบู๊ตึ๊ง 

ครั้งแรกที่ผมลองทำกายภาพบำบัดเช่นนี้  ผมเกิดความปิติยินดีเป็นอย่างยิ่งเพราะ  ทำไปได้ 3 รอบ  เสมหะที่อัดแน่นอยุ่ในหลอดลมหลุดออกมาเรื่อยๆ  ต้องหยุดบ้วนลงในกระโถนเป็นระยะ  รู้สึกโล่งอกหายใจได้เต็มปอดเป็นครั้งแรกในเดือนนั้น  บ้วนเสมหะจนหมดตั้งแต่วันนั้น  จนถึงวันนี้ไม่มีเสมหะอีกเลย  เสียงกรนก็หายไปด้วย

เมื่อทำไปได้อีก 15 นาที  เหงื่อไหลโชกเหมือนกินยาแก้ไข้ 2 เม็ด  ไข้หายหมดเช่นเดียวกับกินยา  เสียงหอบหืดหายไปนับแต่วันนั้น  โดยไม่ต้องใช้ยา  ผมออกไปบรรยายเรื่องไซอิ๋วได้ 2 ชั่วโมงรวดไม่มีวี่แววคนเพิ่งหายไข้ได้ป่วยมา 12 วันเลย   คนฟังสนุกสนานจนหนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจนำไปเขียนถึงยาวเหยียด 1 หน้าครึ่งในหน้าจุดประกาย และเผยแพร่ทางอินเทอร์เน็ตไปทั่วโลก

อาจารย์จงจิตอ่านอินเทอร์เน็ตที่สหรัฐอเมริกาพบว่า นสพ. กรุงเทพธุรกิจได้นำเรื่องไซอิ๋วที่ผมพูดไปลงตีพิมพ์ยาวเหยียดเต็มหน้าครึ่ง  รู้สึกตื่นเต้นมากจึงส่งอีเมลมาบอกข่าวด้วยความปีติยินดีที่ผมหายป่วยและไปบรรยายได้ดี  แต่เธอไม่รู้หรอกว่าผมหายป่วยได้อย่างไร

เธอรู้ชัดก็เมื่อวันที่ 11 พฤษภาคม เมื่อเธอกลับมาถึงเมืองไทย และผมอุ้มเธอลอยขึ้นไปได้เป็นครั้งแรกในช่วง 10 กว่าปีที่ผ่านมา  ผมอุ้มลูกหนัก 25 กิโลกรัมยังไม่ไหวเลย  ที่ไหนจะคิดอุ้มเมียที่หนักกว่า 50 กิโลกรัมได้!!

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

พลังลมปราณแบบบู๊ตึ๋ง

ท่าบริหารคอ ตามสูตรคุณหมอพูลชัย

วิธีบริหาร คือ  ให้ใช้มือ 2 ข้างสอดประสานนิ้วและยกขึ้น  ดึงหน้าผากไปข้างหลังโดยเราต้องเกร็งคอขืนเอาไว้  ดึง 10 ครั้ง  ขืนคอไว้ทั้ง 10 ครั้ง  แล้วเปลี่ยนไปดึงท้ายทอยให้ไปข้างหน้า  พร้อมกันนั้นเราก็ขืนท้ายทอยให้ตั้งตรงไว้ทั้ง 10 ครั้ง  

ท่าบริหารต้นคอ

จากนั้นใช้ฝ่ามือข้างหนึ่งยันเหนือทัดดอกไม้ (บริเวณเหนือใบหูส่วนบน)  โดยขืนคอให้ตั้งตรงไว้ทั้ง 10 ครั้ง  มืออีกข้างหนึ่งเท้าสะเอวไว้ด้านซ้ายหรือขวารวม 20 ครั้ง  ด้านหน้าผากกับท้ายทอยอีกรวม 4 ด้าน  40 ครั้ง วันละ 2 รอบ รวมเป็น 80 ครั้ง 

**ผู้ที่มีอาการความดันสูงเกิน 170/90 และเส้นเลือดโป่ง  “ห้ามทำเด็ดขาด” **

คุณหมอพูลชัย จิตอนันต์วิทยารับรองว่าถ้าผมบำบัดเช่นนี้ทุกวันละก็  ผมต้องหายเป็นปกติก่อนปีใหม่แน่นอน  คุณหมอพูลชัยฯ ไม่ได้พูดเอาใจผม แต่หมอกับผมจะต้องทำให้ได้เพราะคุณหมอจะแต่งงานในช่วงนั้น และจองตัวผมเป็นผู้กล่าวขอบคุณแขกแทนคุณพ่อคุณแม่ของคุณหมอ  ครั้นถึงวันดังกล่าวผมก็เดินขึ้นเวทีไปทำหน้าที่ได้อย่างเรียบร้อยดี  เป็นที่พึงพอใจของเจ้าภาพ

คุณหมอพูลชัย จิตอนันต์วิทยา

ไม่น่าเชื่อนะครับว่า  กายภาพบำบัดง่ายๆ แค่วันละ 2 หนๆ ละ ไม่เกิน 10 นาทีจะสามารถบำบัดรักษาคนไข้ที่เป็นอัมพฤกษ์ให้กลับฟื้นคืนเป็นปกติได้   วิธีนี้ช่วยให้หายง่วงดีมากๆ  เพราะในช่วงเดือนแรกที่ผมป่วยนั้น  นอกจากอาการเดินซวนเซเหมือนคนเมาเหล้าอย่างหนักแล้ว  ผมยังไม่กล้าข้ามถนนเพราะรู้สึกว่าบังคับขาทั้งสองให้ก้าวเดินดั่งใจต้องการไม่ได้  แม้ถนนแคบๆ ผมก็ไม่กล้าเดินข้าม

เร่ิมปีใหม่ 2539  ผมบริหารคออย่างเคยทุกวัน  สุขภาพดีขึ้นตามลำดับ  สมองแจ่มใสทำ “เอคโค่” (ECHO : Echocardiogram) วัดปริมาตรหัวใจเล็กลงจากเดิมเมื่อก่อนทำ “บอลลูน” นั้น  หัวใจผมมีปริมาตร 278 ซีซี คือ สภาพหัวใจโตมากๆ นอนตะแคงซ้ายไม่ได้มาหลายปี  หลังจากทำบอลลูน 3 – 4 เดือน  ตรวจพบว่าปริมาตรหัวใจลดลงเหลือ 234 ซีซี  ไปราชการต่างประเทศ 5 ครั้ง  ทั้งจีน  เกาหลีใต้  ญี่ปุ่น  ฮ่องกง และยุโรป 3 ประเทศ  คือ  สเปน  โปรตุเกส และฝรั่งเศสก็ไม่มีปัญหาอะไร

ช่วงเมษายน 2539  ระหว่างพักโรงแรมที่โปรตุเกส  ผมพบเพื่อนนักเรียนเก่าบุญวาทย์วิทยาลัย รุ่นเดียวกันชื่อ คุณเกรียงศักดิ์ (แมว) ขันธรักษ์ เป็นผู้ช่วยผู้ว่าการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค  ถามสารทุกข์สุกดิบกัน  ผมก็บอกอาการป่วยของผมและบอกวิธีบำบัดรักษาตนเอง  ทั้งย้ำว่า “โรคหัวใจ” นั้นถ้าได้พบหมอรักษาก่อนละก็ไม่ตายหรอก

เดือนต่อมาผมพบเพื่อนนักเรียนเก่าบุญวาทย์วิทยาลัยรุ่นถัดจากผมอีกคนหนึ่ง  ชื่อ คุณบุญธรรม พรหมณี เป็นผู้ช่วยเลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร  ถามถึงสุขภาพของผม  ผมก็เล่าและปรารภทำนองเดียวกับที่คุยกับคุณเกรียงศักดิ์  แต่อนิจจาในเดือนสิงหาคม – กันยายนปีนั้นเอง  เพื่อนนักเรียนเก่าทั้ง 2 คนนี้ก็ถึงแก่กรรมกระทันหันด้วยหัวใจวายอย่างอนาถ  ทั้งคู่ตายในขณะที่กำลังจะได้เลื่อนขั้นตำแหน่งอยู่ทีเดียว  น่าเสียดายยิ่งนัก

ผมทั้งยังไม่อยากตายและก็ไม่อยากอยู่อย่างออดๆ แอดๆ  จึงคอยดูแลติดตามผลการกินยากับปฏิกิริยาตอบรับของร่างกาย  ผมมีเครื่องวัดความดันโลหิตและชีพจรใช้ประจำบ้านจึงคอยวัดทุกระยะ และจดบันทึกไปให้คุณหมอช่วยพิจารณา   ด้วยผลจากการร่วมมือกันอย่างใกล้ชิดของคุณหมอกับผม  ทำให้สภาพของหัวใจของผมดีขึ้นตามลำดับ  ทำเอคโค่ ECHO แล้วได้ทราบว่าปริมาตรหัวใจลดขนาดลงเรื่อยๆ  จนล่าสุดเมื่อต้นปี 2542 หัวใจของผมมีขนาดเพียง 147 ซีซี (จากเดิมที่เคยแย่ที่สุดคือ 278 ซีซี)  ทำให้นอนตะแคงซ้ายหลับได้ตลอดคืนทั้งๆ ที่ผมทำไม่ได้มาสิบปีแล้ว  อีกทั้งยังเดินขึ้นบันไดตึก 3 ชั้นได้รวดเดียว  ไม่ต้องหยุดพักหอบเหนื่อยทีละชั้นแล้ว

แต่แล้วโรคเก่าอันเป็นโทษสมบัติเฉพาะตั้งแต่เด็กๆ ก็กลับมากำเริบหนักอีกครั้ง  เมื่อเดือนเมษายน 2542  ช่วงนั้นอาจารย์จงจิต ภรรยาของผมได้รับเชิญไปเป็นวิทยากรฝึกอบรมสัมมนาครูอาสาสมัครสอนภาษาไทยที่วัดไทย ณ กรุงวอชิงตัน  แล้วแวะเยี่ยมลูกสาวคนเล็กซึ่งกำลังเรียนปริญญาโท  สาขาคอมพิวเตอร์ที่มหาวิทยาลัยแห่งเมืองฮิวสตัน รัฐเท็กซัส  ผมต้องอยู่ลำพังหนึ่งเดือนครึ่ง

ช่วงก่อนสงกรานต์  ผมเก็บเอกสารข้าวของในห้องทำงานเพื่อเตรียมการขนย้ายไปอยู่อาคารตึกใหม่ที่ถนนสนามบินน้ำ ตำบลบางกระสอ อำเภอเมืองนนทบุรี  เก็บเอกสารได้ 2 วัน  ผมก็เริ่มมีอาการแพ้  พอวันที่ 3 ก็เจ็บคอมีไข้จึงไปหาหมอที่โรงพยาบาลรามาธิบดี  หมอสั่งยาแก้อักเสบแก้ไข้และอื่นๆ ที่จำเป็นให้ผมกิน  เผอิญช่วงเดือนเมษายน 2542  ฝนตกผิดปกติแทบทุกวันๆ  ต่อเนื่องไปจนกลางเดือนพฤษภาคมด้วย  อาการป่วยของผมยิ่งย่ำแย่ลงไปทุกวัน  จับไข้ทุก 4 – 5 ชั่วโมง  กินยาแก้ไข้และเหงื่อออกสร่างไข้วนเวียนอยู่ตั้งแต่วันที่ 12 เมษายนนถึงคืนวันที่ 23 เมษายน  ที่ร้ายมากที่สุดคือ  อาการหอบหืดอย่างหนัก  กินยาฟรานอลทีละ 2 เม็ดก็ไม่หยุด  ใช้ยาพ่นชนิดหลอด (Ventolin Inhaler) ก็ไม่หยุดหอบ  นอนตะแคงก็ไม่หลับ   เพราะหนวกหูที่มีเสียงหอบของตัวเองดังครืดคราดๆ  ตลอดเวลา  ใช้ยาละลายเสมหะวันละ 10 – 20 ซองเพื่อขับก้อนเสมหะในหลอดลมก็ไม่ยอมออกมา  ใช้เครื่องพ่นยารมเข้าหลอดลมเช้า – เย็น และก่อนนอนก็เพียงบรรเทาให้นอนได้ แต่ก็ต้องนอนหงาย  และเรียงหมอนให้หัวสูงขึ้น  นอนได้สัก 2 – 3 ชั่วโมงก็เมื่อย  พอพลิกตัวตะแคงก็สะดุ้งตื่นเพราะเสียงหอบยังมีอยู่

พลังลมปราณแบบบู๊ตึ๋ง

การออกกำลังกายฝึกพลังลมปราณ

จุดกำเนิดการฝึกออกกำลังกาย “พลังลมปราณตามแบบอาจารย์ศุภกิจ”  ประสบการณ์จากธรรมชาติบำบัดในการฟื้นฟูสุขภาพของนายศุภกิจ นิมมานนรเทพ

เมื่อเด็กๆ  ผมผอมเกร็งแต่แข็งแรงและซุกซนมากพอดู  ผมมีอาการของโรคภูมิแพ้อยู่ด้วยเมื่อกินขนมจีนและแตงกวา  รวมทั้งแตงอื่นๆ  ผมจะเกิดผื่นลมพิษขึ้นทั้งตัว  กินยาเม็ดเดียวแล้วไปนอนห่มผ้าให้เหงื่อออกและหลับไปสักพักใหญ่ก็หายเป็นปกติ  ผมไม่กล้ากินขนมจีนน้ำยาที่ผมชอบมากอยู่นานกว่า 10 ปี  ครั้นอายุ 13 อาการภูมิแพ้ได้แรงขึ้นเป็นหอบหืด  ทรมานมาก  ปีหนึ่งๆ จะป่วยอย่างน้อย 1 ครั้ง  อาจจะหลายครั้งเมื่อแพ้ฝุ่น  เมื่ออากาศเปลี่ยนฤดูเข้าสู่ฤดูหนาว  ผมป่วยตลอด 22 ปีที่อยู่ลำปาง

ต่อมาเมื่ออายุ 29 – 33 ปี  รับราชการอยู่ที่จังหวัดพิจิตร  เชียงใหม่และจังหวัดน่าน  มีอาการแพ้อากาศบ่อยมา  ถึงขนาดต้องถูกนำส่งห้องไอ.ซี.ยู. กลางดึกที่โรงพยาบาลมหาราชเชียงใหม่เมื่อต้นเดือนพฤษภาคม 2515  หลังจากนั้นได้ไปรับราชการที่จังหวัดน่าน  ซึ่งอยู่ในหุบเขา  อากาศในฤดูหนาวแปรปรวนมากผมจึงป่วยทุกสัปดาห์  ช่วงนั้นข้าราชการชั้นโทขึ้นไปมีสิทธิ์เบิกค่ารักษาพยาบาลได้เพียงครึ่งหนึ่ง  ผมต้องจ่ายค่ารักษาตัวเองปีหนึ่งเท่ากับเงินเดือน 4 เดือน   ต่อมาผมได้ย้ายลงมารับราชการในภาคกลางและภาคตะวันออก คือ สุพรรณบุรี  สมุทรปราการ  และชลบุรีช่วงปี 2517 – 2526  สุขภาพดีขึ้นมากคือป่วยน้อยลงเหลือปีละ 1 – 2 ครั้ง  น้ำหนักตัวเพิ่มขึ้นจาก 50 กิโลกรัมเป็น 55 – 60 และ 63 – 64 กิโลกรัมเมื่อช่วงอยู่ที่จังหวัดชลบุรี

ปลายปี 2526  ผมย้ายเข้ามาอยู่ในกรุงเทพฯ  เพียงไม่กี่วันก็ป่วยเพราะแพ้อากาศในกรุง  ซึ่งนอกจากมลพิษเข้มข้นมากกว่าอากาศชายทะเลชลบุรีแล้ว  ปีนั้นอากาศยังวิปริตฝนตกชุกเกินเหตุจนเกิดน้ำท่วมใหญ่กระจายรอบกรุงเทพฯ  อากาศช่วงปลายปี 2526  จึงทั้งชื้นและเย็นกว่าปีก่อนและหลังจากนั้น  ผมมีอาการหอบ  หายใจไม่เต็มปอดตลอดเกือบ 2 เดือนในช่วงพฤศจิกายน – ธันวาคม 2526   ช่วงปี 2527 – 2530  ผมได้ไปร่วมงานที่ศูนย์อาสาพัฒนาและป้องกันตนเอง กอ.รมน. สวนรื่นฤดีเป็นเวลา 3 ปีครึ่ง  มีภารกิจต้องออกตระเวนไปกับคณะผู้แทน ศอพป. ไปตรวจเยี่ยมหมู่บ้าน อพป. ตามชนบทป่าเขาต่างๆ ทั่วประเทศ  ผมต้องเดินย่ำตามคณะตรวจเยี่ยมซึ่งแข็งแรง  เดินเก่งโดยเฉพาะทหารเข้มแข็งมาก  ผมพลอยแข็งแรงตามคณะไปด้วย

ครั้นกลับมาทำราชการปกติ  ผมมีเวลาว่างจึงสอบเข้าเรียนปริญญาโทภาคค่ำที่คณะรัฐศาสนศาสตร์  สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ NIDA   การเรียนหนังสือในยามแก่อายุ 46 ปี  กว่าจะจบก็ต้องผ่านความเครียดไม่รู้กี่สิบกี่ร้อยครั้ง   ดังนั้น  เมื่อเรียนจบจึงได้โรคหัวใจแถมพกนอกจากปริญญาโท  ต้องเข้าไปนอนในโรงพยาบาลราชวิถีเมื่อต้นปี 2534  นับเป็นครั้งที่ 2 ในชีวิตที่ผมต้องนอนพักรักษาตัวในโรงพยาบาล 1 สัปดาห์   หมอตรวจพบว่าอาการความดันโลหิตสูงเฉพาะตัวบน เช่น 180-80; 190-90 นั้นมีสาเหตุมาจากลิ้นหัวใจรั่ว  แต่ยังไม่ร้ายแรงถึงขนาดต้องผ่าตัดเปลี่ยนลิ้นหัวใจ (ใช้ลิ้นหัวใจเทียมใส่แทน)  จึงใช้การบำบัดรักษาด้วยยาเพื่อควบคุมความดันโลหิตมิให้สูงเกินไป  แต่คุณหมอ 2 – 3 ท่านที่รักษาผมแจ้งให้ทราบว่าการกินยาเป็นเพียงการประคองหรือยืดอายุให้ใช้ลิ้นหัวใจของแท้ที่ชำรุด หรือรั่วนั้นให้อยู่นานที่สุดเท่าที่จะทำได้  เพราะถึงอย่างไรลิ้นแท้ก็ย่อมดีกว่าลิ้นเทียมแน่นอน

แต่ถ้าถึงวันหนึ่งเมื่อผมมีอาการเหนื่อยง่ายมาก  ความดันโลหิตสูงมาก เช่น ความดัน 200  หรือ 210-90 เมื่อเดินขึ้นกระไดเพียงชั้นที่ 2 ก็เหนื่อยหอบแล้ว  ความดันโลหิตพุ่งขึ้นสูงปรี๊ก  ก็คงถึงเวลาต้องผ่าตัดเปลี่ยนลิ้นหัวใจแทนลิ้นที่ชำรุด  7 กันยายน 2535  สมัยแรกของรัฐบาลที่มี ฯพณฯ ชวน หลีกภัยเป็นนายกรัฐมนตรีนั้น  คุณอุทัย พิมพ์ใจชน  ส.ส. ชลบุรีและหัวหน้าพรรคเอกภาพได้เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์  ผมเคยเป็นพาณิชย์จังหวัดชลบุรี 6 ปี  คนชลบุรีรู้จักผมดี  ผมจึงถูกยืมตัวไปช่วยราชการประจำ ฯพณฯ รมว. อุทัย  พิมพ์ใจชน  ตั้งแต่วันแรกถึงวันสุดท้ายที่ท่านดำรงตำแหน่ง   ในขณะเดียวกันผมก็ยังปฏิบัติหน้าที่ในตำแหน่งผู้อำนวยการกองกลาง  สำนักงานปลัดกระทรวงพาณิชย์ด้วย  ภารกิจจึงหนักและเครียดมาก  แต่ผมก็ทำงานทั้ง 2 ตำแหน่งควบคู่กันได้อย่างดี  ควรจะได้ 2 ขั้นด้วย  เพราะที่ผมเคยได้ 2 ขั้นหลายครั้ง  ก่อนหน้านี้ผมทำงานน้อยกว่านี้อีก  เผอิญเงินเดือนของผมเต็มขั้นชนเพดานมาหลายปีแล้ว

อย่างไรก็ดี  อาการลิ้นหัวใจรั่วของผมแย่ลงๆ เพราะเหนื่อยมากขึ้น  เดินเร็วก็เหนื่อย  ขึ้นกระได 2 ขั้นก็ต้องหยุดหอบ 4 – 5 นาที  ยกหรือหิ้วกระเป๋าเอกสารเดินจากห้องทำงานไปใส่รถยนต์ห่าง 40 – 50 เมตรก็เหนื่อย  ในขณะเดียวกันอาการหอบเพราะภูมิแพ้ก็ยังไม่หายขาด  เพียงแต่เป็นน้อยลง  อาจารย์คุณหมอสมยศ คุณจักร ชาวพนัสนิคม ชลบุรี  โรงพยาบาลรามาธิบดีช่วยรักษา   ปี 2538  ฯพณฯ อุทัย พิมพ์ใจชน พ้นตำแหน่งไปพร้อมรัฐบาลในเดือนกรกฎาคม  ผมจึงมีเวลาว่างพอที่จะเข้าผ่าตัดเปลี่ยนลิ้นหัวใจ  อีกทั้งคุณหมอพูลชัย จิตอนันต์วิทยา  ผู้ดูแลรักษาก็ได้ปรึกษากับอาจารย์ พ.ญ. วิไล พัววิไล  แล้วเห็นว่า  อาการที่ป่วยอยู่นั้นสมควรเปลี่ยนลิ้นหัวใจจริงๆ  จึงติดต่อขอจองคิวหมอผ่าตัดมือชั้นหนึ่งของโรงพยาบาลราชวิถีในขณะนั้นไว้ให้แล้ว

ผมเข้าโรงพยาบาลราชวิถีวันที่ 7 สิงหาคม 2538  กำหนดผ่าตัดวันที่ 9   แต่วันที่ 8 ตอนสายๆ คุณหมอได้ฉีดสีเข้าหัวใจเพื่อตรวจดูรายละเอียดของเส้นเลือด  ลักษณะและขนาดของลิ้นหัวใจด้วยความละเอียดรอบคอบ  ปรากฏว่าอาการป่วยของผมนั้นมีเหตุที่ร้ายแรงกว่าลิ้นหัวใจรั่ว  โดยพบว่าเส้นเลือดใหญ่ในหัวใจตีบ 2 เส้น  เส้นหนึ่งตีบถึง 86.5%  หมายความว่าเลือดไหลผ่านได้เพียง 13.5%  คุณหมอแจ้งว่าสภาพเช่นนี้มีโอกาสเสี่ยงต่อการหัวใจวายกระทันหันเป็นอย่างยิ่ง  จึงติดต่อส่งตัวผมให้ไปเข้าโรงพยาบาลโรคทรวงอก กรมควบคุมโรคติดต่อ  อยู่ที่สี่แยกแคราย  อำเภอเมืองนนทบุรี   เป็นคนไข้ของคุณหมอสุดารัตน์ ตันศุภสวัสดิกุลและคณะ

วันที่ 10 สิงหาคม  คุณหมอและคณะก็รักษาอาการเส้นเลือดตีบด้วยบอลลูน และเสริมใยเหล็กในเส้นเลือดตรงจุดที่ยุบตัวลงมาตีบนั้นด้วย  ซึ่งจะมีผลดีทำให้จุดนั้นไม่ยุบตีบอีกอย่างน้อย 20 ปี   ช่วง 10 วัน  วิกฤติที่เข้าโรงพยาบาลครั้งนี้มีโอกาสอ่านข่าวเพื่อนรุ่นพี่ที่คุณเคยกันสมัยเรียนที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ คือ คุณวิทยา สุขดำรงค์  หัวใจวายตายเมื่อคืนวันที่ 12 สิงหาคม 2538  นึกในใจว่าถ้าได้พบกันก่อนหน้านั้น  จะชวนให้เข้ารับการรักษาจากคณะแพทย์ผู้เชี่ยวชาญการรักษาโรคหัวใจที่โรงพยาบาลศิริราช   โรงพยาบาลราชวิถี โรงพยาบาลโรคทรวงอก  โรงพยาบาลวชิรพยาบาล   โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์  หรือโรงพยาบาลพระมงกุฏเกล้าฯ  แห่งใดแห่งหนึ่ง ฯลฯ  ถ้าได้รักษาก่อนแล้วโอกาสรอดชีวิตมีมากกว่าแน่นอน

หลังทำบอลลูน  ผมต้องกินยาละลายเลือดอีกหลายเดือน  เพื่อไม่ให้มีเกร็ดเลือดไปอุดตันในเส้นเลือด   ครั้นกลางเดือนพฤศจิกายนปีนั้นเอง  ขณะที่ผมพาคณะนักเขียนจากประเทศสาธารณรัฐประชาชนจีนไปเยือนพัทยานั้น  ตื่นขึ้นมาในเช้าวันอาทิตย์  ผมรู้สึกว่าเพดานหมุนติ้วแม้จะหลับตาก็รู้สึกหัวหมุนอาเจียนอย่างหนักจนไม่มีอะไรจะออกอีก  ผมจึงขอยืมตัวคนขับรถของพาณิชย์จังหวัดชลบุรีไปช่วยขับรถพาเข้าไปหาหมอที่โรงพยาบาลราชวิถี   คุณหมอพูลชัยซึ่งภรรยาผมติดต่อไว้  ก็มาดูแลรักษาและให้พักอยู่ในห้องฉุกเฉินถึงราว 2 ทุ่ม  ผมก็ขออนุญาตกลับบ้านได้

ตั้งแต่วันนั้นผมก็มีสภาวะเป็นคนพิการ  คือ  เดินเซซุน  เหมือนคนเมาเหล้าอย่างหนัก  คือ  เซซ้าย  เซขวา  เด้งหน้า  เด้งหลัง  เป็นอัมพฤกษ์  บังคับการทรงตัวไม่ได้  แต่ประหลาดที่ผมยังขับรถมาทำงานเช้าๆ และจนค่ำมืดทุ่มเศษ  ภรรยาจึงมาหาและเดินให้ผมเกาะประคองตัวมิให้เซซุนไปมาเสียหาย  เพราะใครไม่รู้ความจริงอาจเข้าใจว่าผมเมาเหล้าเป็นอาจิณ   ผมวิตกว่าจะเป็นอัมพาตจึงไปหาหมอทุกวัน  ในสัปดาห์แรกหมออธิบายว่าอาการป่วยที่ผมเป็นนี้เกิดจากความเครียด  และเส้นโลหิตตีบตรงช่วงก้านคอ  จึงทำให้เลือดขึ้นเลี้ยงสมองไม่ปกติ   ดังนั้น  นอกจากกินยาแล้วผมต้องบริหารคอวันละ 2 ครั้ง  ก่อนอาบน้ำเช้าค่ำทำให้อาการดีขึ้นๆ รวดเร็ว

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

รักษาโรคด้วยภูมิปัญญาชาวบ้าน

ยาสูบช่วยชีวิต

จาก … ยาสูบช่วยชีวิต  … ถึง ยาสูบที่ถูกรังเกียจ

ถิ่นเกิดของผมที่บ้านปงสนุกลำปางอยู่ย่านประตูเวียง  อยู่นอกเขตตลาดจึงไม่มีร้านขายของชำ  นอกจากที่บ้านผมซึ่งเป็นเรือนไม้ใต้ถุนสูง  แต่ดัดแปลงด้านหน้าบ้านที่ติดถนนให้ยกพื้นสูงราว 1 เมตร  มีพื้นที่กว้าง 4 เมตร  ยาว 8 เมตร  วางขายสินค้าต่างๆ ทั้งที่จำเป็นและไม่จำเป็นแก่การครองชีพ  ทั้งข้าวสาร  ของชำ  น้ำมันก๊าด  เหล้าโรง  บุหรี่ (ยาแกแร็ต)  และยาสูบที่หั่นเส้นๆ จัดเป็นแท่งๆ บางแห่งเรียก ยาตั้ง  ชาวเหนือเรียกยาสูบชนิดยาฉุนว่า ยาขื่น  ชนิดรสอ่อนว่า  ยาจ๋าง(จืด)

ผมเกิด พ.ศ. 2484  ช่วงก่อนสงครามเอเซียมหาบูรพาไม่กี่เดือน  นายกรัฐมนตรีมีนโยบายให้ราษฎรเลี้ยงสัตว์และทำสวนครัว  ที่บ้านผมจึงเลี้ยงหมูไว้ใต้ถุนบ้านตัวหนึ่ง  เป็ดอีกฝูงราว 20 กว่าตัว  ไก่อีก 10 กว่าตัว ไข่เป็ดไข่ไก่มีขายสดๆ ทุกเช้า   ช่วงที่ผมอายุขวบกว่าถึง 2 ขวบนั้น  เวลาเช้าก่อนเปิดหน้าถัง (หน้าร้านหรือโรงที่เปิดที่เปิดปิดด้วยกระดานเป็นแผ่นๆ  ตามรางที่ทำไว้มักมีตัวเลขบอกลำดับแผ่นกำกับเพื่อสะดวกในการปิด) ขายของ  แม่จะนำผมไปผูกข้อเท้าข้างหนึ่งติดไว้กับเสากลางเรือนเพื่อป้องกันมิให้ผมเดินเปะปะพลัดตกจากเรือนที่ลดหลั่นเป็น 3 ระดับ  แรกๆ ที่ถูกผูกข้อเท้าผมคงโวยวายน่าดู  แต่นานเข้าๆ ก็คุ้นชินถึงขนาดที่ว่าถ้าไม่ผูกข้อเท้าละก็จะนอนกลางวันไม่หลับทีเดียว  เวลาผมถูกผูกข้อเท้าและนอนพังพาบลงมองลอดช่องกระดานพื้นเรือนลงไปใต้ถุน  เห็นหมูที่เลี้ยงไว้ถูกผูกขาข้างหนึ่งติดกับเสาเรือนกลางเหมือนเราเลย  ผมจึงมีความผูกพันกับหมูตัวนี้มาก  เรียกมันว่า ไอ้มัด  ครั้นหมูโตได้ขนาดก็ถูกขายไป

พอไอ้มัดถูกแก้มัดให้ลูกน้องของพ่อค้าเขียงหมูต้อนมันไปเข้าโรงฆ่าสัตว์  ผมก็ร้องไห้โฮวิ่งตามไปหมายแย่งหมูกลับคืน  แม่และญาติๆ ของผมต้องเข้าอุ้มจับผมเป็นโกลาหล  ทั้งๆ ที่ถูกต้อนไปฆ่าแท้ๆ แต่ ไอ้มัด กลับเดินไปโดยดี  เพราะมันคงไม่รู้ว่าเขาเอามันไปทำอะไร  บางทีมันอาจแอบดีใจก็ได้ว่า “เฮ้ย  ได้แก้มัดแล้วโว้ย”

สมองหมูจึงเหมาะกับการปรุงอาหารกินมากกว่าสมองของผม  เพราะแม้จะอายุ 2 ขวบเศษ   แต่จากประสบการณ์ของผมที่ได้เห็นแทบทุกเย็นคือ ภาพคนต้อนหมูเดินผ่านหน้าบ้านไปเข้าโรงฆ่าสัตว์ซึ่งตั้งนอกประตูเวียง  ห่างจากบ้านผมสัก 300 เมตร  กลางคืนดึกๆ หลังเที่ยงคืนชาวบ้านที่ตื่นขึ้นมาหรือยังไม่หลับจะได้ยินเสียงฆ้อนทุบหัวหมูดังระคนปนกับเสียงแผดร้องของหมู  ผมร้องไห้อีกหลายคืน  ไอ้มัดจึงเป็นหมูตัวสุดท้ายที่เราเลี้ยง  เมื่อไม่มีหมูแล้ว  ฝูงไก่ใต้ถุนเรือนจึงเป็นเพื่อนกล่อมใจให้เพลินและนอนหลับตอนกลางวัน  แน่นอน  ผมต้องเอาบ่วงเชือกที่ทำจากเศษผ้ามาสวมรัดมัดข้อเท้าด้วยจึงจะนอนหลับ  ไม่ใช่เป็นการรำลึกถึงไอ้มัดหรอก  แต่คงเพราะความคุ้นชินเช่นเดียวกับผู้ใหญ่บางคนที่ต้องสูบบุหรี่หลังอาหาร  จึงจะรู้สึกอิ่มอร่อย  ทั้งที่รู้ทั้งรู้ว่าการสูบบุหรี่มีโทษต่อตนเองก็ตาม

ผมนอนพังพาบดูฝูงไก่ทุกวัน  จนวันหนึ่งจึงสังเกตเห็นว่าแม่ไก่ตัวใหญ่ที่หายหน้าไปหลายวันได้ออกจากรังมาแล้ว  ครั้งนี้มันมีลูกไก่เล็กๆ อีก 9 ตัวซุกอยู่ใต้ปีกทั้งสองด้วย  ท่าทางแม่ไก่หวงห่วงลูกมากคอยส่งเสียงเรียกลูกๆ เข้ามาซุกใต้ปีกมันอยู่เนืองๆ  เมื่อไก่ตัวอื่นหรือสัตว์อื่น  แม้แต่คนเข้าไปเฉียดใกล้ละก็  แม่ไก่จะส่งเสียงขู่เตือนทันที   ถ้าขืนล้ำเข้าไปอีก  จะถูกแม่ไก่พุ่งเข้าจิกตีอย่างดุร้ายทันที  ด้วยเหตุดังกล่าวทำให้แม่ไก่ไม่สะดวกในการออกคุ้ยเขี่ยหาอาหารกินเช่นไก่ตัวอื่นๆ  แม่จึงนำปลายข้าวราวกำมือหนึ่งโปรยให้เฉพาะไก่แม่ลูกอ่อน  ผมนอนมองลอดลงไปใต้ถุน  เห็นลูกไก่พรูกันออกจากใต้ปีกแม่ไก่มาจิกกินปลายข้าว   โธ่…  ไก่น้อยอ่อนหัดจิกกินข้าวยังจิกไม่ค่อยได้  แม่ไก่ต้องจิกกินให้ดูเป็นตัวอย่าง  กว่าจะจิกกินให้ดูครบ 9 ตัว  ปลายข้าวก็แทบไม่เหลือแล้ว  ลูกไก่ที่อ่อนแอบางตัวกินไม่ทันพี่น้องก็ได้แต่ร้องเจี๊ยบๆ น่าสงสาร

ผมนึกเปรียบตัวเองถ้าเป็นลูกไก่คงกินไม่อิ่ม  จึงคิดหาทางช่วยลูกไก่โดยตอนแรกใช้กะลามะพร้าวซึ่งเคยเป็น “กระบวย”  ด้ามหลุด  ตักปลายข้าวเกือบเต็มแล้วแอบมุดลงไปใต้ถุนซึ่งล้อมรั้วไม้ไผ่ไว้เป็นเสมือนเล้าเป็ดไก่ (และหมูในอดีต) พอโผล่เข้าไปก็เผชิญหน้ากับแม่ไก่ดุร้ายกางปีกพองขน  ส่งเสียงขู่พร้อมกับพุ่งมาจากริมรั้วด้านหน้าบ้านทันที  ผมใจหายวาบรีบโกยอ้าวออกมาและปิดประตูเล้าทันหวุดหวิด  เช้าวันรุ่งขึ้นผมมีวิธีที่ดีและปลอดภัยจากการจิกตีของแม่ไก่แล้ว  เพราะผมเห็นแล้วว่าแม่ไก่พาลูกๆ ไปอยู่ริมรั้วด้านหน้าบ้าน  รั้วด้านนี้ใช้แผ่นไม้กว้างราว 5 เซนติเมตรตีปะแผ่นเว้นแผ่น  ดังนั้นช่องว่างนี้จึงกว้างมากพอให้ลูกไก่มุดออกมาที่ลานหน้าร้านค้าของเราได้  แต่แม่ไก่ตัวโตเกินกว่าที่จะมุดออกไป

ผมจึงรีบใช้กระบวยด้ามหลุดนั้นจ้วงเอาปลายข้าวเกือบเต็ม  แล้วโปรยหว่านปลายข้าวลงตรงปากช่องว่างระหว่างไม้รั้ว  ลูกไก่ที่แข็งแรงและคงจะฉลาดด้วยจึงวิ่งนำออกมาจิกกินเม็ดข้าว   ส่วนลูกไก่ 2 – 3 ตัวที่อ่อนแอยังวิ่งตามออกไปไม่ทันกินข้าวก็หมดแล้ว  ผมจึงโปรยเม็ดข้าวไกลออกไปๆ เพื่อให้ลูกไก่ที่อ่อนแอได้มีโอกาสกินด้วย  ดังนั้นผมจึงต้องออกแรงเหวี่ยงโปรยเม็ดข้าวให้ไกลออกไปทั่วๆ ลานหน้าร้านค้า  ผมเหวี่ยงโปรยเม็ดข้าวอย่างสนุก  ที่สุดเหลือเม็ดข้าวเล็กน้อยอยู่ก้นกระบวย  ผมถอยหลังมาหลายก้าวแล้ววิ่งไปหน้าบ้านสาดเม็ดข้าวจากกระบวย

อนิจจา …​นอกจากเม็ดข้าวจะหลุดออกไปแล้ว  ร่างของผมก็พุ่งหลาวลงไปเช่นเดียวกับเม็ดข้าวด้วย

ตุ้บ ! พลั่ก ! แว้ก !  โฮ !!   ร่างของผมหล่นจากที่สูง 1 เมตรพุ่งลงไปนอนคว่ำหน้ามือเท้ากางอยู่บนลานดิน  แม่หยุดมือที่กำลังหยิบของขายให้ลูกค้า  กระโดดผลุงลงไปอุ้มร่างผมพลิกขึ้นมา  เลือดสาดกระจายเต็มหน้ามาจากแผลเหนือหว่างคิ้วตรงขึ้นไป  ใกล้ตีนผมมีรอยหินรูปทรงกลมเจาะบุ๋มเข้าไปขนาดเหรียญห้าบาท

แม่จับผมนอนตักโดยชันเข่ายกด้านหัวของผมให้สูงขึ้น  ใช้ชายผ้าถุงปิดปากแผลห้ามเลือด  พลางร้องบอกญาติให้รีบไปตามหมอมาทันที  หมอที่ว่านี่คือ หมอแผนโบราณซึ่งในสมัยสงครามนั้น  แพทย์แผนปัจจุบันที่จบจาก “ศิริราช” หรือ “จุฬาลงกรณ์” นั้น  ทั้งจังหวัดมีคนเดียว   ทุกวินาทีที่ผ่านไปแม่ต้องเกิดความทุกข์ร้อนใจแสนสาหัสเพราะเลือดยังทะลักออกมาแข่งกับเสียงร้องโอดโอยของลูกชายจอมซน

ทันใดนั้นเอง  รถม้าคันหนึ่งก็แล่นมาถึงหน้าบ้าน  พ่อผมเผ่นผลุงลงมาและขึ้นไปฉวยเอาก้อนยาสูบ(ยาตั้ง) ขยุ้มหนึ่งชุบและบีบน้ำออกให้พอหมาดๆ  แล้วกรากเข้าไปผลัดอุ้มผมแทน  และใช้ยาสูบที่เตรียมไว้นั้นปิดครอบแผลทันที   เหมือนยาวิเศษจริงๆ  สายตาคนที่มามุงดูอีกหลายสิบคู่รวมทั้งคู่ของหมอแผนโบราณที่เพิ่งมาถึง  เห็นประจักษ์ว่าเลือดซึมออกมาน้อยลงๆ  และหยุดได้ภายในอึดใจเดียว  ชะงัดดีจริงๆ

ตั้งแต่นั้นเป็นต้นมาชาวบ้านในย่านนั้นก็รู้กันทั่วว่ายาสูบ (ยาตั้ง) ซึ่งมีอยู่ทุกครัวเรือนนั้นนอกจากใช้มวนบุหรี่สูบแล้ว  ยังใช้ปิดแผลสดห้ามเลือดได้อย่างเด็ดขาด   ผมรอดตายมาจนถึงสิ้นเดือนกุมภาพันธ์ 2545  ได้ไปผ่าตัดเหงือก และหมอให้ผมกัดผ้ากอซห้ามเลือดตั้งแต่ 1 ทุ่มจนถึงรุ่งเช้าเลือดยังไม่หยุด  ผมมีภารกิจสำคัญต้องไปเป็นประธานอนุกรรมการตัดสินการประกวดเรื่องหนึ่ง  นึกถึงสภาพทุลักทุเลที่ประธานต้องกัดผ้ากอซแล้วพูด  ผมคิดถึงยาสูบห้ามเลือด  แต่ผมเลิกสูบบุหรี่มาสิบกว่าปีแล้ว  ตั้งใจว่าสว่างแล้วจะออกไปซื้อบุหรี่ซองหนึ่งจากร้านเซเว่นอีเลฟเว่นข้างบ้าน  ฉีกเอาเฉพาะยาสูบมาพอกเหงือก  คงห้ามเลือดชะงัด

แต่ยังไม่ทันออกจากบ้าน  ภรรยาของผมพอทราบว่าผมเตรียมจะทำอะไร  เธอก็ท้วงว่าถ้าผมอมกัดยาสูบห้ามเลือด  แม้ห้ามเลือดได้แต่ผมคงเมายา  อาจขับรถไปเกิดอุบัติเหตุ หรือนั่งประชุมอย่างเลอะเลือน   เธอจึงฉวยกระติกออกไปอย่างว่องไว และซื้อน้ำแข็งที่ทุบฝอยๆ มา 5 บาท    ผมอมน้ำแข็งคำโตเน้นตรงแผลที่เหงือก  น้ำแข็งละลายผมก็กลืนลงท้องไป  มีเลือดปนบ้างก็ช่างมัน  คอยเติมน้ำแข็งให้เต็มปากไว้   หนึ่งชั่วโมงผ่านไปได้เวลาประชุม  ผมดำเนินการประชุมได้ตามปกติ  ไม่รู้สึกว่ามีเลือดไหลในปากอีก  เลิกประชุมแล้วลองใช้ผ้ากอซซับดู  ไม่ปรากฏหยดเลือดแน่นอน  นี่เป็นกรณีเฉพาะแผลในปาก  การใช้น้ำแข็งห้ามเลือดจึงใช้ได้ผลดีกว่าใช้ยาสูบ  แต่ถ้าเป็นแผลที่อวัยวะภายนอก  เช่น  กรณีแผลที่หน้าผากของผมละก็  ใช้ยาสูบหรือยาตั้งชุบน้ำบีบพอหมาดๆ แล้วปะคลุมปากแผลจะดีกว่า  ไม่มีการละลายด้วย  เราอาจใช้ผ้าพันแผลหรือปลาสเตอร์ยึดตรึงไว้ได้  แต่จะทำเช่นนี้กับกรณีใช้น้ำแข็งไม่ได้  อย่างไรก็ดี  ตอนที่ผมบาดเจ็บสาหัสนั้น  ยังไม่มีน้ำแข็งขายที่ลำปางหรอกครับ  ปกติชาวบ้านจะใช้หญ้าสาบเสือ (หญ้าแมงวาย) ซึ่งขึ้นเองอยู่ทั่วไป  เด็ดใบสักกำมือหนึ่ง  นำมาขยี้ๆ  แล้วโปะปิดปากแผลห้ามเลือดได้ไม่เลว  แต่สมัยนี้จะหาหญ้าสาบเสือได้ที่ไหนเล่า  แม้แต่ยาสูบหรือยาตั้งซึ่งเคยใช้ห้ามเลือดได้ดีที่สุด  บัดนี้ยุคสมัยที่เปลี่ยนไปในสังคมซึ่งรณรงค์ให้เลิกสูบบุหรี่  ยาสูบหรือยาตั้งซึ่งถูกบุหรี่เบียดออกจากตลาดไปนานหลายสิบปีแล้ว  ก็ยิ่งหาซื้อยากมาก  โดยเฉพาะในกรุงเทพฯ  ถ้าไม่สืบหาข้อมูลแหล่งขายให้แน่ชัดเสียก่อน  ขืนออกไปสุ่มหาซื้อละก็เหนื่อยเปล่านะครับ

รักษาโรคด้วยภูมิปัญญาชาวบ้าน

รักษา “นิ่ว” ในกระเพาะปัสสาวะ

ผลตำลึงกับสารส้มรักษานิ่วในกระเพาะปัสสาวะ

พ่ออ้วน ไชยธาร  ลุงเขยของผมเป็นหมอแผนโบราณหรือที่ปัจจุบันเรียกว่า หมอเมือง  ลุงสืบตำราหมอมาจากตระกูลและแสวงหาประสบการณ์เพิ่มเติมอีกหลายสิบปีจากการรักษาคนไข้และแลกเปลี่ยนวิชากับเพื่อนร่วมอาชีพรายอื่นๆ ตลอดมา   ลุงไม่มีลูกหรือหลานมาสืบสายวิชาแพทย์แผนโบราณ  เมื่อตอนผมเรียนชั้นประถม  พอปิดเทอมผมมักถูกส่งตัวไปอยู่ที่บ้านลุง  ทุกเช้าเมื่อป้ากลับจากตลาด  แม่ของผมซึ่งอพยพไปค้าขายอยู่ย่านตลาดนั้นจะฝากกับข้าวและขนมที่ผมชอบกินมาให้ลูกชายจอมซนด้วย

ผมมีโอกาสคลุกคลีกับยาสมุนไพรหรือยาพื้นเมืองหรือยาแผนโบราณแล้วแต่ใครจะเรียกอย่างไร  บางครั้งผมก็ช่วยลุงป้าไปเดินเก็บสมุนไพรที่ปลูกไว้ในสวนหลังบ้านและริมรั้วรอบๆ บ้าน  บางคราวผมก็ช่วยลุงป้าโขลกตำยา และบางทีผมก็ช่วยลุงจัดยา  แต่กลับเป็นภาระให้ลุงต้องย้อนกลับรื้อแต่ละถุงมาจัดบรรจุใหม่ให้ถูกต้อง  ลุงรักผมมากจึงใจดีมีแต่หัวเราะหึๆ  ขำที่เห็นผมเล่นสลับตัวยาถุงนั้นกับถุงโน้นวุ่นวายไว้  แต่ลุงยอดเยี่ยมมาก  เทออกมากองทุกถุงที่ผมนำไปจัดเล่น  และลุงจัดใหม่ไม่นานก็เรียบร้อยเข้าที่หมด

ผมเห็นลุงเปิดดูตำรายาที่เขียนด้วยอักขระโบราณในเวลาที่จัดยาลงแต่ละถุง  ผมเคยพลิกดูตำราเขียนเหล่านี้แต่อ่านไม่ออกเลย  ไม่เหมือนตัวหนังสือที่ผมเรียนในห้องเรียนสักหน่อย  ผมอยากรู้ว่าตำราเขียนอ่านอย่างไรบ้าง  ลุงก็อ่านให้ฟังเป็นตัวอย่าง  ผมจำตำรายาได้ 2 – 3 อย่าง  ที่จำได้เพราะมีส่วนของผักตำลึงเป็นองค์ประกอบด้วย  ทำให้ผมเข้าใจว่าเหตุใดเถาตำลึงจึงพาดรั้วรอบบ้านของลุง  เพราะเถาตำลึงนี่แหละเป็นวัตถุดิบสำคัญที่สุดในการผลิตยาขางแก้ไข้ร้อนใน

ยาขางที่กล่าวถึงนี้เป็นยาเม็ดลูกกลอนปั้นเป็นเม็ดเล็กๆ เท่าปลายนิ้วก้อย  กรรมวิธีการผลิตง่ายมากๆ คือ  หาเถาตำลึงมาแล้วหั่นเป็นแว่นๆ บางๆ นำใส่ถาดหรือกระต้ง  ตากแดดจนแห้งสนิทแล้วนำมาตำในครกหินใบใหญ่  ตำจนยุ่ยเป็นผงละเอียดเหมือนแป้ง  พวกกากหรือเศษเส้นใยถูกร่อนตะแกรงทิ้งไปจนหมด  ต้มน้ำเล็กน้อยจนเดือดแล้วยกลงวางไว้  นำ “ขาง” คือ แผ่นเหล็กหล่อเผาไฟจนร้อนแดงแล้วคีบใส่ลงในหม้อต้มน้ำเสียงดังฉ่า  ค่อยรินน้ำเหยาะลงในผงเถาตำลึงพอเปียกๆ  ผสมแป้งข้าวเจ้าลงไป  แล้วคนๆ ให้เข้ากันจนมีลักษณะหมาดๆ ถ้าแห้งไปก็เติมน้ำ  ถ้าแฉะไปก็เติมผงเถาตำลึงกับแป้งข้าวเจ้า  เมื่อส่วนผสมได้ที่ป้าก็จะปั้นเป็นยาลูกกลอนเม็ดเล็กๆ  ขนาดปลายนิ้วก้อยใส่ถาดและกระด้งนำไปตากแดด   แดดจัดๆ วันเดียวก็แห้งได้ที่  แล้วเก็บใส่ขวดโหล

เด็กๆ ชาวล้านนาเมื่อหลายสิบปีก่อนล้วนรู้จักรสชาติของยาขางกันถ้วนหน้า  เว้นแต่เด็กลูกจีนอาจจะใช้ยาขม  เด็กๆ ภาคกลางก็ซดยาเขียวแทน  เพราะยาทั้งสามชนิดนี้เป็น ยาครอบจักรวาล

ปกติอาหารมื้อเช้าของลุงและป้าจะมีผักนึ่งจิ้มน้ำพริกเป็นหลัก  ผักตำลึงนึ่งย่อมยืนพื้น  พอมีผมมาพักอยู่ด้วยยอดตำลึงก็ถูกแบ่งมาเป็น  ต้มจืดยอดตำลึงหมูสับบ้าง  บางมื้อก็ยอดตำลึงคั่วไข่  ที่ต้องคั่วเพราะบ้านลุงป้าไม่ใช้น้ำมันปรุงอาหารใดๆ ทั้งสิ้น   ครั้งหนึ่งผมไปเก็บผลตำลึงชนิดต่างๆ  คือทั้งผลสุกสีแดงสดสวย  ผลแก่สีเขียวอื๋อ  และผลอ่อนสีเขียวอ่อนไปให้เพื่อนผู้หญิงข้างบ้านนำไปเล่นขายข้าวขายแกง  ลุงเห็นเข้าจึงบอกผมว่า  คราวต่อไปให้เลือกเก็บเฉพาะผลสุกๆ ไป  ส่วนผลแก่และผลอ่อนๆ  อย่าเพิ่งเอาไปเล่น  ผมจึงถามว่าเพราะอะไรจึงไม่ให้เก็บไปเล่น?

ลุงตอบว่า  “ผลตำลึงแก่ๆ ใช้แก้โรคนิ่วในกระเพาะเยี่ยวได้น่ะซีลูก!”  ครั้นตอนบ่ายๆ เราอยู่บนเรือน  ผมก็ถามลุงอีกว่าผลตำลึงแก่ใช้รักษาโรคนิ่วในกระเพาะปัสสาวะที่ลุงบอกนั้นมีในตำราหรือเปล่า….?  ลุงจึงหยิบตำรามาอ่านให้ผมฟัง

ให้ใช้ผลตำลึงแก่ๆ   5 – 7 ผล  กรีดผลตำลึงทั้งหมดลึกลงไปครึ่งผลแต่ไม่ให้แยกออกจากกัน   ตำสารส้มเป็นผง  โรยลงในร่องที่กรีดไว้ในผลตำลึงทั้งหมดจนผงเต็มร่องแล้วใช้ด้ายพันรอบผลตำลึง  แต่ไม่จำเป็นต้องพันชิดกันนัก  นำผลตำลึงทั้งหมดไปย่างไฟอ่อนๆ  (อาจใช้ไมโครเวฟแทน)  โดยหงายร่องขึ้น  คอยดูผงสารส้มละลายจนหมดแล้วยกตะแกรงย่างออกจากไฟ  รอสักพักให้คลายร้อนลงเหลืออุ่นจัดๆ  แล้วใช้ผ้าขาวบางห่อผลตำลึงทั้งหมด  คั้นเอาน้ำออกมาจะได้สักถ้วยชาจีน

ให้คนเป็นโรคนิ่วในกระเพาะปัสสาวะดื่มรวดเดียว  รสชาติขมนิดๆ   วันหนึ่งทำกิน 3 หน ภายใน 2 วันถ้าเม็ดนิ่วอยู่ในกระเพาะปัสสาวะจริง  และเม็ดใหญ่ไม่เกินหัวแม่มือของผู้ป่วยจะต้องมีเม็ดนิ่วหลุดออกมาทางท่อปัสสาวะ

สมัยก่อน พ.ศ. 2490  การรักษาโรคนิ่วโดยวิธีผ่าตัดยังไม่ใช่เรื่องที่โรงพยาบาลในต่างจังหวัดจะทำได้ง่ายๆ  นอกจากเครื่องมือและเวชภัณฑ์ไม่เพียงพอ  บางจังหวัดหมอไม่ชำนาญการผ่าตัด  โดยเฉพาะคนไข้าหรือญาติคนไข้กลัวการผ่าตัดเพราะหวาดเสียว  นึกเห็นภาพของหมูถูกชำแหละบนเขียงยังไงยังงั้นกระมัง  ความจริงนายแพทย์หมอศรีรัตน์ บุญเฉลียว  ผู้อำนวยการโรงพยาบาลลำปางคนแรกในยุคนั้นเป็น ศัลยแพทย์ ที่เก่งมากจากวิทยาลัยแพทย์ศิริราช  แต่ถ้าคนไข้ไม่ยอมมาให้ผ่าตัดซะแล้ว  หมอจะเก่งปานใดก็ได้แต่เก็บเครื่องมือและฝีมือเอาไว้เอง   ช่วงปี 2502 – 2505  ผมทำงานเป็นครูสอนหนังสือที่โรงเรียนอัสสัมชัญลำปาง  มีบราเดอร์หรือภารดา 4 รูป  เป็นชาวสเปน 2 รูป  ไทย 2 รูป  บราเดอร์ชาวสเปนรูปหนึ่งเป็นอธิการ  อีกรูปหนึ่งทำหน้าที่เหรัญญิก  ผมและครู (มาสเตอร์) จะรับเงินเดือนเดือนละ 2 หน  ผมกับเพื่อนสนิทชื่อคุณวิศิษฐ์ สมพงษ์ มักจะรับเงินหลังสุดเพราะเรายังเป็นโสดไม่รีบกลับบ้าน และยังช่วยเป็นครุฝึกทีมกีฬาให้นักเรียนในช่วงหลังเลิกเรียนด้วย  คุณวิศิษฐ์ดูแลทีมตะกร้อ  ผมดูแลทีมวอลเลย์บอล

เย็นวันเสาร์หนึ่ง  ภารโรงปั้นจักรยานมาตามตัวเราให้รีบไปรับเงินเดือน  ผมนึกแปลกใจว่าปกติผมจะไปรับตอนใกล้จะ 6 โมงเย็นเมื่อซ้อมกีฬาเสร็จแล้ว  แต่นี่ยังไม่ถึง 5 โมงเย็น  ผมซ้อนท้ายจักรยานที่ภารโรงปั่นพลางตอบข้อสงสัยที่ผมถามพลางว่า “บราเดอร์ Ildefonso ไม่สบาย จะรีบไปหาหมอ”  พอผมโผล่เข้าไปในห้องทำงานของบราเดอร์  ก็เห็นเจ้าของห้องซึ่งปกติก็หน้าแดงๆ อยู่แล้ว  วันนั้นหน้ายิ่งแดงก่ำใช้ผ้าขนหนูผืนใหญ่คลุมไหล่นั่งตัวสั่นครางฮือๆ อยู่บนเก้าอี้นวมตัวใหญ่  ผมลงชื่อในบัญชีจ่ายเงินพร้อมทั้งเรียนถามว่าบราเดอร์ป่วยเป็นอะไร?

“….บราเดอร์ป่วยเป็นนิ่ว  กำลังปวดและมีไข้  จะรีบไปหาหมออีกครั้ง  หมอบอกว่าจะจัดยาให้อีกชุด  ถ้าไม่หายละก็วันจันทร์ต้องผ่าตัด…..!”   บราเดอร์รูปร่างอ้วนใหญ่  ปกติเสียงดัง  แต่วันนั้นเสียงอ่อยๆ สลับเสียงครางน่าสงสาร   ผมจึงเรียนปรารภเชิงถามด้วยความเกรงใจว่า  “ถ้าผ่าตัดก็คงหายป่วยนะครับ  แต่บราเดอร์อยากผ่าตัดไหมล่ะครับ?”

บราเดอร์เบิกตาโต  ยักไหล่ร้องว่า  “ถ้ามีทางเลือกใครก็ไม่อยากถูกผ่าตัด!”

ผมจึงเรียนเสนอว่า  “บราเดอร์จะเชื่อหรือไม่เชื่อก็แล้วแต่นะครับ  ลุงของผมเป็นหมอเมืองแบบโบราณ  มีตำรายาง่ายๆ รักษาโรคนิ่วได้”   บราเดอร์หยุดครางชั่วขณะ  พยักหน้าบอกให้ผมรีบแจงตำรายา  พอผมบอกไป  บราเดอร์ปรารภว่า  “ไม่มีอะไรน่ากลัว  ผลตำลึงกับสารส้มกินได้ทั้งนั้น  ประเดี๋ยวมาสเตอร์ช่วยบอกภารโรงให้เข้าใจวิธีทำด้วยนะ  บราเดอร์จะรีบไปหาหมอ”   พอผมออกจากห้องก็เจอภารโรงที่พาคุณวิศิษฐ์มารับเงินเป็นคนสุดท้าย  ผมจึงอธิบายวิธีประกอบปรุงยาแก้โรคนิ่วให้ภารโรงจนเป็นที่เข้าใจชัด และบอกว่าให้ทำกินวันละ 3 เวลาหลังอาหาร

ออกจากโรงเรียน  ผมแวะไปบ้านลุงและป้าซึ่งเวลานั้นท่านล่วงลับไปแล้ว  พี่สาวของผมซึ่งเป็นบุตรบุญธรรมเข้าอยู่แทน  ผมขอยืมตำรายาเรื่องนี้ไปขอให้หลวงพ่อที่วัดปงสนุกด้านเหนืออ่านให้ผมฟังเพื่อตรวจสอบทบทวนความจำ  อ้อ…ถูกต้อง    เช้าวันจันทร์  พอผมไปถึงโรงเรียนก็เจอภารโรงคนเดิมยิ้มรออยู่ที่ห้องธุรการ  ซึ่งผมต้องไปลงชื่อในสมุดมาทำงาน  บอกว่าบราเดอร์หายป่วยแล้ว  นึกแล้วเชียวตั้งแต่เห็นหน้าภารโรงยิ้มเผล่แล้ว  บอกให้ผมรีบไปพบบราเดอร์

พอผมเปิดประตูเข้าห้องบราเดอร์  ท่านก็ลุกขึ้นยื่นมือมาให้ผมจับ  กล่าวเสียงดังสดใส  “ขอบใจมาสเตอร์มากๆ  วิเศษจริงๆ  นี่ไงเม็ดนิ่ว!”   บราเดอร์เอี้ยวตัวไปด้านหลัง  หยิบขวดกลมป้อมๆ ที่นิยมใช้ในห้องทดลองวิทยาศาสตร์มาตั้งบนโต๊ะให้ดู  ในขวดมีน้ำยาแบบใช้ดองซากสัตว์อยู่เกือบเต็ม  แต่ที่ก้นขวดนั้นมีก้อนหินผิวเรียบเกลี้ยงเกลารูปทรงยาวรีอยู่ 2 เม็ด  ขนาดปลายนิ้วก้อยกับขนาดปลายนิ้วโป้งของผม       บราเดอร์กล่าวว่า   ตอนที่ผมบอกตำรายาให้นั้นก็ไม่อยากเชื่อ  แต่เมื่อค่ำวันเสาร์พอกลับจากคลินิก  ภารโรงเอาน้ำคั้นจากผลตำลึงมาให้ดื่ม  พอรุ่งเช้าตื่นมารู้สึกปัสสาวะสะดวกขึ้น  ตอนเย็นวันอาทิตย์รู้สึกปวดปัสสาวะแต่ยังถ่วงเวลาราวครึ่งชั่วโมงจึงลุกไปปัสสาวะ  ห้องส้วมของบราเดอร์มีโถสำหรับปัสสาวะ   ปัสสาวะไม่ยอมออกจึงออกแรงเบ่งสักพัก  ปัสสาวะทะลักออกมาท่วมท้น  มีเสียงดัง “แป๊ก แป๊ก”  สองหนที่โถรองรับปัสสาวะ  เมื่อปัสสาวะเสร็จรู้สึกโล่งสบาย  อาการปวดหน่วงที่หัวเหน่าซึ่งร้าวไปถึงรอบบั้นเอวนั้นหายหมด  บราเดอร์จึงพบว่ามีหิน 2 เม็ดออกมาพร้อมปัสสาวะตามที่ได้เก็บมาดองไว้นี่แหละ

ประมาณปี 2538 – 2539  ผมทราบข่าวว่าเพื่อนร่วมรุ่นคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์คนหนึ่งป่วยมีอาการคล้ายเป็นนิ่ว  ผมจึงโทรศัพท์ไปเล่าประสบการณ์ของผมให้ฟัง  ปรากฏว่าเขาได้ไปรักษาในโรงพยาบาลเอกชนแล้ว  ใช้เงินไปราว 7 หมื่นบาท   ต่อมาอีกหลายเดือน  เพื่อนของผมคนนี้ก็โทรศัพท์จากจังหวัดบุรีรัมย์  ซึ่งขณะนั้นเขาเป็นพาณิชย์จังหวัดอยู่ที่นั่นมาเล่าให้ฟังว่า  พ่อค้าคนหนึ่งในตลาดป่วย  มีลักษณะอาการคล้ายกับที่เขาเคยเป็น  ได้ไปตรวจรักษามาหลายโรงพยาบาลก็ยังไม่หาย  พาณิชย์จังหวัดรู้จักชอบพอกับเขาจึงบอกตำราตำลึงกับสารส้มย่างมาคั้นกิน  พ่อค้าคนนั้นได้ไปทำกินอยู่ 2 วัน 5 มื้อ  ก็ปัสสาวะเบ่งเอาเม็ดหินนิ่วออกมาได้หลายเม็ดหายป่วยแล้ว  ที่บอกมานั้น  นอกจากจะแจ้งความขอบคุณจากพ่อค้าคนนั้นมายังผมแล้ว  เขายังเอากระเช้าเครื่องกระป๋องผลไม้มาคารวะขอบคุณด้วย  รายละเอียดเรื่องนี้ให้สอบถามได้จากคุณปาฏิหาริย์ บุญสนอง อดีตพาณิชย์จังหวัดบุรีรัมย์ และมหาสารคาม  ปัจจุบันเกษียณแล้วได้