พลังลมปราณแบบบู๊ตึ๋ง

หัวใจของการออกกำลังกายพลังลมปราณแบบบู๊ตึ๊ง

 

This slideshow requires JavaScript.

ดูท่าออกกำลังกายได้ที่นี่ ⇒⇒

ดูเพิ่มเติมบน YouTube
https://youtu.be/FGcQHbC9fVs
  • ยืนตัวตรง  เท้าห่างกันเล็กน้อย  มือกำแน่น  เกร็งกล้าม  หายใจลึกๆ 3 ครั้ง  4 ขั้นตอน  ค่อยๆ กางแขนช้าๆ เสมือนยกตุ้มเหล็กหนักๆ ขึ้น  จนเสมอไหล่  ผู้สูงอายุ/ ผู้สุขภาพไม่แข็งแรงให้ลดทอนการเกร็งกำลังลง  เริ่มเบาๆ ก่อน
  1. เงยหน้า  ยืดอก  สูดหายใจเข้าทางจมูกจนรู้สึกเต็มปอดแล้ว  กลั้นหายใจ  ยกไหล่ยืดขึ้นสูงสุด
  2. ค่อยๆ ก้มหน้าลง  ห่อไหล่/ ยอบหน้าอกไล่ลมลงส่วนล่างของปอด  พร้อมๆ กับเบ่งพุงท้องป่อง
  3. กักลมไว้  นับในใจ 1-2-3-4-5-6-7-8-9-10 ….  ถ้าทนได้ก็นับต่อ  เมื่อสุดกลั้นแล้ว  ก็ปล่อยลมหายใจออกทางปาก  โดยก้มหน้าลง  ห่อปากทำปากเล็กๆ เหมือนจะผิวปาก  แล้วพ่นลมออกแรงๆ มีเสียงดัง
  4. หายใจปกติเข้าทางจมูกเบาๆ น้อยๆ  เมื่อสุดลมหายใจ  ลมส่วนบนของปอดที่หน้าอกจะเชื่อมต่อกับลมที่ค้างอยู่ในปอดส่วนล่าง
  • กางแขนเหยียดฝ่ามือออกสุดๆ หายใจลึกๆ  เต็มปอด 3 ครั้ง  เกร็งกล้ามแขนขนานพื้นตลอดเวลา  ค่อยๆ พลิกฝ่ามือหงายขึ้นช้าๆ เสมือนผลักประตูฝืดๆ
  • จนมือหงายขนานพื้น  หายใจลึกๆ เต็มปอด 3 ครั้ง  แขนตึงค่อยๆ ยกแขนหุบขึ้นช้าๆ  เกร็งกล้ามเสมือนยกของหนักๆ ขึ้นไป  สมมุติน้ำหนักเอง  ขึ้นอยู่กับอายุ  สังขาร และความจำเป็นที่จะไปใช้งาน
  • จนแขนขึ้นสูงสุด ท้องแขนกระทบใบหู  ยืดตัวตรงหายใจลึกๆ 3 ครั้ง  ผู้ที่ปวดเมื่อยหลังให้เน้นการยืดตัวในขั้นตอนที่ 1 – 5  โดยเฉพาะขั้นตอนนี้ให้ยืดตัวเสมือนชูมือขึ้นถึงเพดานได้  ฝึกใหม่ๆ ยกแขนเท่าใดก็ได้
  • เกร็งกล้ามเนื้อเสมือนยกกระถางหนักๆ ให้เหมาะแก่อายุและสังขารของผู้ฝึกเอง  ชะลอลงมาช้าๆ จนฝ่ามือทั้งสองขนานกันอยู่ในระดับใบหน้า  ยังเกร็งกล้ามตามสภาวะสังขารแต่ละคน
  • ค่อยๆ ย่อตัวลงช้าๆ  จนนั่งเท้าราบ  หายใจให้เต็มพุง  3 ครั้ง  มือทั้งสองยังคงขนานกันอยู่ท่าเดิม  ผู้ที่มีปัญหานั่งไม่ได้ก็ข้ามขั้นตอนนี้ไป หรือทำเพียงย่อๆ ตัวลง
  • ค่อยๆ ลุกขึ้นช้าๆ  จนตัวตรง  แล้วเกร็งกล้ามเนื้อแขน  ขยายฝ่ามือออกช้าๆ  เสมือนกระถางเหล็กขยายตัวออกๆ  และเหมือนมีสปริงชุดหนึ่งกดอยู่หลังมือ ทำให้ขยายตัวออกไม่สะดวก  เราต้องเกร็งมือกดต้านกันไว้  หายใจทางจมูก  ปิดปาก  เร็ว  แรง  กระชั้นเหมือนเรากำลังปล้ำสู้กันอยู่  ถ้าเป็นหวัด  อนุโลมให้หายใจเข้าทางปากออกทางจมูก
  • แต่กระถางเหล็กขยายออกแรงกว่า  จึงดันมือค่อยๆ กางออกจนสุดแขน  เหยียดตรงฝ่ามือคว่ำลง  ยืดอกเต็มที่  หายใจลึกๆ เต็มปอด 3 ครั้ง  ค่อยๆ ลดมือลงช้าๆ  จนมาอยู่แนบตัว  ครบท่าบริหาร 1 รอบ

ฝึกวันละ 30 นาที  หรือจนกว่าเหงื่อจะออกจึงจะได้ผลสมบูรณ์   การฝึกเพื่อสมาธิจิต  ให้หลับตาฝึกช้าๆ ในที่เงียบ  กำหนดจิตติดตามความเคลื่อนไหวของกาย  แก้การนอนไม่หลับ  ปวดหัว  ไมเกรน

พลังลมปราณแบบบู๊ตึ๋ง

การออกกำลังกายพลังลมปราณแบบเส้าหลิน

เอ็นข้อมือซ้ายของผมพลิกตั้งแต่ต้นเดือนมิถุนายน 2542  ช่วงที่ป่วยนั้นรันทดมาก  ไปหาแพทย์ทางกระดูกและเส้นเอ็นรักษาก็ไม่หาย  หมอแนะนำว่าถ้ารักษาด้วยยาไม่หาย ก็ต้องผ่าตัด    เพื่อนผมชื่อคุณอัครพงษ์ (เม้ง) อัครเกษมพรไปเชิญซินแสเฉินจากย่านตลาดน้อย กรุงเทพฯ ช่วยนวดให้ 2 ครั้งๆ ละ 10 – 15 นาที พลิกเอ็นกลับเข้าที่เป็นปกติได้ง่ายดาย

ผมดีใจมาก  แต่จะตอบแทนเป็นเงินซินแสเฉินก็ไม่รับ  จึงขอสาธิตสอนท่ากายภาพบำบัดแบบสำนักบู๊ตึ๊งตอบแทนแก่ซินแสเฉิน   ซินแสเฉินพิจารณาท่าบริหารที่ผมสาธิตให้ดูแล้ว  วิจารณ์ว่าท่าบริหารแบบที่ผมสาธิตนี้เน้นการเกร็งกำลังภายในมาก  จึงเหมาะสำหรับคนหนุ่มที่ต้องการแข็งแรงเร็ว  แต่อาจไม่เหมาะสำหรับผู้หญิง หรือคนแก่หรือคนที่สุขภาพยังไม่แข็งแรงต้องฟื้นฟูก่อน  ซินแสเฉินจึงสอนท่าบริหารกายอย่างง่ายซึ่งผมเรียกว่าแบบสำนักวัดเส้าหลิน (เสี่ยวลิ้มยี่) ให้  โดยมีหลักการหายใจเหมือนกันแต่ไม่เน้นเกร็งกำลัง  ตามลำดับขั้นตอนบริหารดังนี้

  • ยืนตรง  แยกเท้าเล็กน้อย  สะบัดมือ 2 – 3 ที  ยืดอกหายใจเข้าลึกๆ ระบายลมออกทางปาก 3 ครั้ง

ดูท่าการออกกำลังกายพลังลมปราณแบบเส้าหลินที่นี่ ⇒⇒

ดูเพิ่มเติมบน YouTube
https://youtu.be/rrYvbgEr_JY

 

  • กางแขนขึ้นช้าๆ ช้าๆ  ฝ่ามือคว่ำจนแขนกางตรงระดับไหล่  ยืดอกหายใจลึกๆ 3 ครั้ง
  • ค่อยๆ พลิกฝ่ามือช้าๆ ช้าๆ จนหงายขึ้นเต็มที่  แขนตรง  แล้วยกแขนทั้งสองหุบขึ้นไปช้าๆ ช้าๆ จนฝ่ามือทั้งสองขนานกันอยู่เหนือศีรษะ  แขนเหยียดตรงยืดอกหายใจลึกๆ 3 ครั้ง
  • ค่อยๆ  งอข้อศอกให้ปลายมือจรดกันอยู่เกือบแตะศีรษะแบะอกเต็มที่  ข้อศอกเป็นกงในแนวตรงกับลำตัวหายใจลึกๆ 3 ครั้ง
  • ค่อยๆ พลิกเฉพาะฝ่ามือให้หงายขึ้นช้าๆ จนหงายขึ้นเต็มที่แล้วจึงค่อยๆ ยกฝ่ามือดันขึ้นฟ้าอย่างช้าๆ  ถ้าโคนแขนเทอะทะก็เกร็งกล้ามในช่วงนี้ด้วย   จนฝ่ามือชูสูงสุดคล้ายคนยอมแพ้
  • ค่อยๆ กวักฝ่ามือลงช้าๆ แขนตรงตลอดเวลา  ครั้นฝ่ามือลงมาถึงระดับไหล่  ให้เราค่อยๆ ก้มตัวลงช้าๆ ตามจังหวะฝ่ามือที่กวักลงมาถึงระดับไหล่  ขาตรงไม่งอเข่า  ปลายมือแตะปลายเท้ายิ่งดี  ฝ่ามือผ่านลำตัวม้วนขึ้นโผล่กลางลำตัว
  • เมื่อก้มสุดเท่าที่เราจะทำได้แล้ว  ให้ค่อยๆ ยืนขึ้นจนตัวตรงหายใจลึกๆ 3 ครั้ง  แล้วค่อยๆ ย่อตัวลงๆ นั่งยองๆ เท้าราบ  เอื้อมมือโอบเข่าหงายฝ่ามือจรดปลายนิ้วเข้าหากัน  หายใจเต็มพุง 3 ครั้ง
  • คลายมือออกแล้วค่อยๆ ทรงตัวขึ้นจนตัวตรง และฝ่ามือขึ้นมาถึงระดับอก  ค่อยพลิกฝ่ามือคว่ำลงปลายนิ้วจรดกันอยู่  ค่อยๆ ลดลงไปจนฝ่ามือสุดแล้ว  วกมาแนบข้างลำตัว

จบ 1 รอบให้กลับไปเริ่มรอบใหม่  กลับไปกลับมาอย่างต่ำ 5 รอบ หรือจนกว่าเหงื่อออก  วันเวลาใดก็ได้ที่สะดวก

พลังลมปราณแบบบู๊ตึ๋ง

ท่านอนแบบกบจำศีล ลดพุง และ “พลังลมปราณ”

ผมต้องขอเลื่อนหรืองดงานไปหลายราย  แต่วันเสาร์ที่ 24 เมษายน 2542  เวลาบ่ายสองโมง  ผมจะต้องเป็นวิทยากรเดี่ยว  ปาฐกถาเรื่องไซอิ๋ว  ภาคพิสดาร  ที่ห้องประชุมใหญ่วิทยสถานแห่งวัฒนธรรมตะวันออก (O.C.A.)  ผมจะไปพูดได้ยังไงตั้ง 2 ชั่วโมงในเมื่อคืนวันที่ 23 เมษายน  ผมยังมีไข้หนาวสะท้านหอบเหนื่อยลุกยืนแทบไม่ไหว  แต่ถ้าผมไปไม่ได้  ก็ต้องเสียหายมากเพราะผู้จัดรายการได้ออกข่าวเชิญชวนผู้ฟังมากมายแล้วทั้งผู้หลักผู้ใหญ่ผู้ศึกษาเรื่องจีนและสื่อมวลชนรวมทั้งเพื่อนข้าราชการจากกระทรวงพาณิชย์รอฟังอยู่

เช้ามืดวันเสาร์ที่ 24 เมษายนนั้น  ผมยังอาการไม่ดีพอที่จะไปพูดได้  นอนนึกๆ อยู่ว่าจะทำอย่างไรจึงจะไปพูดได้สักหนึ่งชั่วโมงก็ยังดี  ทันใดนั้นก็นึกได้ว่าเมื่อกลางปี (16 กันยายน) 2540  มีศาสตราจารย์จางฉี (ZhangQi) แห่งภาควิชาพลศึกษาของมหาวิทยาลัยมณฑลเหลียวหนิง  สาธารณรัฐประชาชนจีนได้มาบรรยายพิเศษที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์  กล่าวถึงหลักการกายภาพบำบัดของลัทธิเต๋าเพื่อให้อายุยืนและกล่าวว่าสำนักบู๊ตึ๊ง คือหนึ่งในสำนักธรรมชาติบำบัดตามลัทธิเต๋า  โดยมีแพ่โจ้ว หรือเผิงจู่เจ้าแห่งอายุวัฒนะเป็นปรมาจารย์อยู่ท่านหนึ่งด้วย  แพ่โจ้ว คือ ผู้ที่ชาวจีนปั้นรูปของท่านไว้บูชาเรียกว่า  ซิ่ว หรือ โซ่ว  ในชุดสามเทพที่เรียกว่า ฮก ลก ซิ่ว (หรือ ฝู ลู่ โซ่ว)

การบรรยายครั้งนั้นได้สอนท่ากายภาพบำบัด หรือการบริหารง่ายๆ ให้บางท่า  จนแม้ท่านอน “แบบกบจำศีล” เพื่อลดความหิวและลดพุงแฟบลง  อีกทั้งผู้บรรยายซึ่งอายุ 63 ปี  ยังสปริงตัวแผล็วขึ้นไปสาธิตท่าบริหารกายอยู่บนโต๊ะให้เห็นชัด

ผมหลับตานึกทบทวนจนจำได้ท่าหนึ่งอย่างแม่นยำ  จึงรีบลุกขึ้นเก็บที่นอนแล้วก็เริ่มบริหารร่างกายตามตำรับบู๊ตึ๊งทันทีดังนี้

  • ยืนตรงแยกเท้าเล็กน้อย  มือกำแนบลำตัวหายใจลึกๆ 3 ครั้ง  แล้วค่อยๆ กางแขนออกช้าๆ ช้าๆ และกำหนดใจให้รู้สึกเสมือนหนึ่งว่ากำลังยกตุ้มเหล็กหนักๆ ขึ้นมา  สมมุติน้ำหนักเอาเองให้เหมาะสมแก่อายุ สังขาร และความจำเป็นที่จะใช้งาน)  จนยกกำปั้นขึ้นมาเสมอไหล่  แล้วแบมือออก หายใจลึกๆ 3 ครั้ง  ขณะนั้นฝ่ามือคว่ำลง

พลังลมปราณ ๑

  • เกร็งกล้ามเนื้อแขน และค่อยๆ หงายฝ่ามือขึ้นมาช้าๆ ช้าๆ ให้รู้สึกเสมือนหนึ่งว่ากำลังออกแรงผลักบานประตูหนักๆ อยู่  หมุนข้อมือจนกระทั่งฝ่ามือหงายขึ้นเต็มที่  เหยียดตรงขนานพื้นตลอดเวลา  หายใจลึกๆ  และกางแขนยืดอกเต็มที่ 3 ครั้ง

พลั

  • แขนตึงตลอดเวลา  และค่อยๆ ยกฝ่ามือหรุบขึ้นช้าๆ ช้าๆ  จนกระทั่งแขนเหยียดตรงสูงขึ้นไป (ฝึกถึงที่สุด คือโคนแขนแนบใบหูฝ่ามือชูขนานกันเหยียดตรงอยู่เหนือหัว) หายใจลึกๆ 3 ครั้ง
  • เกร็งกล้ามเนื้อย่อแขนทั้งคู่ลงมาช้าๆ ช้าๆ  กำหนดใจให้รู้สึกเสมือนหนึ่งเรากำลังยกสิ่งของหนักๆ ค่อยๆ ชะลอลงมากระทั่งฝ่ามือขนานกันอยู่ตรงระดับใบหน้าของเรา  ค่อยๆ ชะลอลงมาจนกระทั่งฝ่ามือขนานกันอยู่ตรงระดับใบหน้าของเรา  ค่อยๆ ย่อตัวลงไปๆ จนนั่งยองๆ เท้าราบ  หายใจเต็มพุง 3 ครั้ง  แต่มือทั้งสองข้างยังคงอยู่ในท่าเดิม  ข้อศอกตั้งบนเข่า  แล้วค่อยๆ ยืนขึ้นช้าๆ จนตัวตรงแล้วหายใจยาวๆ

วิทยากรบรรยาย1

  • เกร็งกล้ามเนื้อค่อยๆ ขยายฝ่ามือเข้าออกๆ เสมือนหนึ่งว่ามีสปริงดันฝ่ามือออก  แต่มีสปริงอีกชุดกดอยู่หลังมือไม่ให้ขยายออกง่ายๆ  หายใจเฉพาะทางจมูกเร็วๆ แรงๆ เสมือนปล้ำสู้กับผู้ร้าย
  • แต่ฝ่ามือขยายออกๆ  จนที่สุดฝ่ามือของเรากางออกไปจนสุดแขนเหยียดตรง  ฝ่ามือคว่ำลง  ยืดอกเต็มที่และหายใจลึกๆ 3 ครั้ง  ค่อยลดแขนทั้งสองลงช้าๆ จนแนบตัว

ครบท่าบริหารเพียงแค่นี้เองไม่มีอะไรยาก  แต่ตั้งกลับไปเร่ิมที่ขั้นตอนแรกอีก  ทำกลับไปกลับมาสัก 5 – 6 เที่ยว  ต้องได้เหงื่อไหลออกมาแน่นอน (↓↓ดูวีดีโอท่าการออกกำลังกายที่นี่ ↓↓)

พลังลมปราณตามแบบบู๊ตึ๊ง 

ครั้งแรกที่ผมลองทำกายภาพบำบัดเช่นนี้  ผมเกิดความปิติยินดีเป็นอย่างยิ่งเพราะ  ทำไปได้ 3 รอบ  เสมหะที่อัดแน่นอยุ่ในหลอดลมหลุดออกมาเรื่อยๆ  ต้องหยุดบ้วนลงในกระโถนเป็นระยะ  รู้สึกโล่งอกหายใจได้เต็มปอดเป็นครั้งแรกในเดือนนั้น  บ้วนเสมหะจนหมดตั้งแต่วันนั้น  จนถึงวันนี้ไม่มีเสมหะอีกเลย  เสียงกรนก็หายไปด้วย

เมื่อทำไปได้อีก 15 นาที  เหงื่อไหลโชกเหมือนกินยาแก้ไข้ 2 เม็ด  ไข้หายหมดเช่นเดียวกับกินยา  เสียงหอบหืดหายไปนับแต่วันนั้น  โดยไม่ต้องใช้ยา  ผมออกไปบรรยายเรื่องไซอิ๋วได้ 2 ชั่วโมงรวดไม่มีวี่แววคนเพิ่งหายไข้ได้ป่วยมา 12 วันเลย   คนฟังสนุกสนานจนหนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจนำไปเขียนถึงยาวเหยียด 1 หน้าครึ่งในหน้าจุดประกาย และเผยแพร่ทางอินเทอร์เน็ตไปทั่วโลก

อาจารย์จงจิตอ่านอินเทอร์เน็ตที่สหรัฐอเมริกาพบว่า นสพ. กรุงเทพธุรกิจได้นำเรื่องไซอิ๋วที่ผมพูดไปลงตีพิมพ์ยาวเหยียดเต็มหน้าครึ่ง  รู้สึกตื่นเต้นมากจึงส่งอีเมลมาบอกข่าวด้วยความปีติยินดีที่ผมหายป่วยและไปบรรยายได้ดี  แต่เธอไม่รู้หรอกว่าผมหายป่วยได้อย่างไร

เธอรู้ชัดก็เมื่อวันที่ 11 พฤษภาคม เมื่อเธอกลับมาถึงเมืองไทย และผมอุ้มเธอลอยขึ้นไปได้เป็นครั้งแรกในช่วง 10 กว่าปีที่ผ่านมา  ผมอุ้มลูกหนัก 25 กิโลกรัมยังไม่ไหวเลย  ที่ไหนจะคิดอุ้มเมียที่หนักกว่า 50 กิโลกรัมได้!!

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

พลังลมปราณแบบบู๊ตึ๋ง

ท่าบริหารคอ ตามสูตรคุณหมอพูลชัย

วิธีบริหาร คือ  ให้ใช้มือ 2 ข้างสอดประสานนิ้วและยกขึ้น  ดึงหน้าผากไปข้างหลังโดยเราต้องเกร็งคอขืนเอาไว้  ดึง 10 ครั้ง  ขืนคอไว้ทั้ง 10 ครั้ง  แล้วเปลี่ยนไปดึงท้ายทอยให้ไปข้างหน้า  พร้อมกันนั้นเราก็ขืนท้ายทอยให้ตั้งตรงไว้ทั้ง 10 ครั้ง  

ท่าบริหารต้นคอ

จากนั้นใช้ฝ่ามือข้างหนึ่งยันเหนือทัดดอกไม้ (บริเวณเหนือใบหูส่วนบน)  โดยขืนคอให้ตั้งตรงไว้ทั้ง 10 ครั้ง  มืออีกข้างหนึ่งเท้าสะเอวไว้ด้านซ้ายหรือขวารวม 20 ครั้ง  ด้านหน้าผากกับท้ายทอยอีกรวม 4 ด้าน  40 ครั้ง วันละ 2 รอบ รวมเป็น 80 ครั้ง 

**ผู้ที่มีอาการความดันสูงเกิน 170/90 และเส้นเลือดโป่ง  “ห้ามทำเด็ดขาด” **

คุณหมอพูลชัย จิตอนันต์วิทยารับรองว่าถ้าผมบำบัดเช่นนี้ทุกวันละก็  ผมต้องหายเป็นปกติก่อนปีใหม่แน่นอน  คุณหมอพูลชัยฯ ไม่ได้พูดเอาใจผม แต่หมอกับผมจะต้องทำให้ได้เพราะคุณหมอจะแต่งงานในช่วงนั้น และจองตัวผมเป็นผู้กล่าวขอบคุณแขกแทนคุณพ่อคุณแม่ของคุณหมอ  ครั้นถึงวันดังกล่าวผมก็เดินขึ้นเวทีไปทำหน้าที่ได้อย่างเรียบร้อยดี  เป็นที่พึงพอใจของเจ้าภาพ

คุณหมอพูลชัย จิตอนันต์วิทยา

ไม่น่าเชื่อนะครับว่า  กายภาพบำบัดง่ายๆ แค่วันละ 2 หนๆ ละ ไม่เกิน 10 นาทีจะสามารถบำบัดรักษาคนไข้ที่เป็นอัมพฤกษ์ให้กลับฟื้นคืนเป็นปกติได้   วิธีนี้ช่วยให้หายง่วงดีมากๆ  เพราะในช่วงเดือนแรกที่ผมป่วยนั้น  นอกจากอาการเดินซวนเซเหมือนคนเมาเหล้าอย่างหนักแล้ว  ผมยังไม่กล้าข้ามถนนเพราะรู้สึกว่าบังคับขาทั้งสองให้ก้าวเดินดั่งใจต้องการไม่ได้  แม้ถนนแคบๆ ผมก็ไม่กล้าเดินข้าม

เร่ิมปีใหม่ 2539  ผมบริหารคออย่างเคยทุกวัน  สุขภาพดีขึ้นตามลำดับ  สมองแจ่มใสทำ “เอคโค่” (ECHO : Echocardiogram) วัดปริมาตรหัวใจเล็กลงจากเดิมเมื่อก่อนทำ “บอลลูน” นั้น  หัวใจผมมีปริมาตร 278 ซีซี คือ สภาพหัวใจโตมากๆ นอนตะแคงซ้ายไม่ได้มาหลายปี  หลังจากทำบอลลูน 3 – 4 เดือน  ตรวจพบว่าปริมาตรหัวใจลดลงเหลือ 234 ซีซี  ไปราชการต่างประเทศ 5 ครั้ง  ทั้งจีน  เกาหลีใต้  ญี่ปุ่น  ฮ่องกง และยุโรป 3 ประเทศ  คือ  สเปน  โปรตุเกส และฝรั่งเศสก็ไม่มีปัญหาอะไร

ช่วงเมษายน 2539  ระหว่างพักโรงแรมที่โปรตุเกส  ผมพบเพื่อนนักเรียนเก่าบุญวาทย์วิทยาลัย รุ่นเดียวกันชื่อ คุณเกรียงศักดิ์ (แมว) ขันธรักษ์ เป็นผู้ช่วยผู้ว่าการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค  ถามสารทุกข์สุกดิบกัน  ผมก็บอกอาการป่วยของผมและบอกวิธีบำบัดรักษาตนเอง  ทั้งย้ำว่า “โรคหัวใจ” นั้นถ้าได้พบหมอรักษาก่อนละก็ไม่ตายหรอก

เดือนต่อมาผมพบเพื่อนนักเรียนเก่าบุญวาทย์วิทยาลัยรุ่นถัดจากผมอีกคนหนึ่ง  ชื่อ คุณบุญธรรม พรหมณี เป็นผู้ช่วยเลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร  ถามถึงสุขภาพของผม  ผมก็เล่าและปรารภทำนองเดียวกับที่คุยกับคุณเกรียงศักดิ์  แต่อนิจจาในเดือนสิงหาคม – กันยายนปีนั้นเอง  เพื่อนนักเรียนเก่าทั้ง 2 คนนี้ก็ถึงแก่กรรมกระทันหันด้วยหัวใจวายอย่างอนาถ  ทั้งคู่ตายในขณะที่กำลังจะได้เลื่อนขั้นตำแหน่งอยู่ทีเดียว  น่าเสียดายยิ่งนัก

ผมทั้งยังไม่อยากตายและก็ไม่อยากอยู่อย่างออดๆ แอดๆ  จึงคอยดูแลติดตามผลการกินยากับปฏิกิริยาตอบรับของร่างกาย  ผมมีเครื่องวัดความดันโลหิตและชีพจรใช้ประจำบ้านจึงคอยวัดทุกระยะ และจดบันทึกไปให้คุณหมอช่วยพิจารณา   ด้วยผลจากการร่วมมือกันอย่างใกล้ชิดของคุณหมอกับผม  ทำให้สภาพของหัวใจของผมดีขึ้นตามลำดับ  ทำเอคโค่ ECHO แล้วได้ทราบว่าปริมาตรหัวใจลดขนาดลงเรื่อยๆ  จนล่าสุดเมื่อต้นปี 2542 หัวใจของผมมีขนาดเพียง 147 ซีซี (จากเดิมที่เคยแย่ที่สุดคือ 278 ซีซี)  ทำให้นอนตะแคงซ้ายหลับได้ตลอดคืนทั้งๆ ที่ผมทำไม่ได้มาสิบปีแล้ว  อีกทั้งยังเดินขึ้นบันไดตึก 3 ชั้นได้รวดเดียว  ไม่ต้องหยุดพักหอบเหนื่อยทีละชั้นแล้ว

แต่แล้วโรคเก่าอันเป็นโทษสมบัติเฉพาะตั้งแต่เด็กๆ ก็กลับมากำเริบหนักอีกครั้ง  เมื่อเดือนเมษายน 2542  ช่วงนั้นอาจารย์จงจิต ภรรยาของผมได้รับเชิญไปเป็นวิทยากรฝึกอบรมสัมมนาครูอาสาสมัครสอนภาษาไทยที่วัดไทย ณ กรุงวอชิงตัน  แล้วแวะเยี่ยมลูกสาวคนเล็กซึ่งกำลังเรียนปริญญาโท  สาขาคอมพิวเตอร์ที่มหาวิทยาลัยแห่งเมืองฮิวสตัน รัฐเท็กซัส  ผมต้องอยู่ลำพังหนึ่งเดือนครึ่ง

ช่วงก่อนสงกรานต์  ผมเก็บเอกสารข้าวของในห้องทำงานเพื่อเตรียมการขนย้ายไปอยู่อาคารตึกใหม่ที่ถนนสนามบินน้ำ ตำบลบางกระสอ อำเภอเมืองนนทบุรี  เก็บเอกสารได้ 2 วัน  ผมก็เริ่มมีอาการแพ้  พอวันที่ 3 ก็เจ็บคอมีไข้จึงไปหาหมอที่โรงพยาบาลรามาธิบดี  หมอสั่งยาแก้อักเสบแก้ไข้และอื่นๆ ที่จำเป็นให้ผมกิน  เผอิญช่วงเดือนเมษายน 2542  ฝนตกผิดปกติแทบทุกวันๆ  ต่อเนื่องไปจนกลางเดือนพฤษภาคมด้วย  อาการป่วยของผมยิ่งย่ำแย่ลงไปทุกวัน  จับไข้ทุก 4 – 5 ชั่วโมง  กินยาแก้ไข้และเหงื่อออกสร่างไข้วนเวียนอยู่ตั้งแต่วันที่ 12 เมษายนนถึงคืนวันที่ 23 เมษายน  ที่ร้ายมากที่สุดคือ  อาการหอบหืดอย่างหนัก  กินยาฟรานอลทีละ 2 เม็ดก็ไม่หยุด  ใช้ยาพ่นชนิดหลอด (Ventolin Inhaler) ก็ไม่หยุดหอบ  นอนตะแคงก็ไม่หลับ   เพราะหนวกหูที่มีเสียงหอบของตัวเองดังครืดคราดๆ  ตลอดเวลา  ใช้ยาละลายเสมหะวันละ 10 – 20 ซองเพื่อขับก้อนเสมหะในหลอดลมก็ไม่ยอมออกมา  ใช้เครื่องพ่นยารมเข้าหลอดลมเช้า – เย็น และก่อนนอนก็เพียงบรรเทาให้นอนได้ แต่ก็ต้องนอนหงาย  และเรียงหมอนให้หัวสูงขึ้น  นอนได้สัก 2 – 3 ชั่วโมงก็เมื่อย  พอพลิกตัวตะแคงก็สะดุ้งตื่นเพราะเสียงหอบยังมีอยู่

พลังลมปราณแบบบู๊ตึ๋ง

การออกกำลังกายฝึกพลังลมปราณ

จุดกำเนิดการฝึกออกกำลังกาย “พลังลมปราณตามแบบอาจารย์ศุภกิจ”  ประสบการณ์จากธรรมชาติบำบัดในการฟื้นฟูสุขภาพของนายศุภกิจ นิมมานนรเทพ

เมื่อเด็กๆ  ผมผอมเกร็งแต่แข็งแรงและซุกซนมากพอดู  ผมมีอาการของโรคภูมิแพ้อยู่ด้วยเมื่อกินขนมจีนและแตงกวา  รวมทั้งแตงอื่นๆ  ผมจะเกิดผื่นลมพิษขึ้นทั้งตัว  กินยาเม็ดเดียวแล้วไปนอนห่มผ้าให้เหงื่อออกและหลับไปสักพักใหญ่ก็หายเป็นปกติ  ผมไม่กล้ากินขนมจีนน้ำยาที่ผมชอบมากอยู่นานกว่า 10 ปี  ครั้นอายุ 13 อาการภูมิแพ้ได้แรงขึ้นเป็นหอบหืด  ทรมานมาก  ปีหนึ่งๆ จะป่วยอย่างน้อย 1 ครั้ง  อาจจะหลายครั้งเมื่อแพ้ฝุ่น  เมื่ออากาศเปลี่ยนฤดูเข้าสู่ฤดูหนาว  ผมป่วยตลอด 22 ปีที่อยู่ลำปาง

ต่อมาเมื่ออายุ 29 – 33 ปี  รับราชการอยู่ที่จังหวัดพิจิตร  เชียงใหม่และจังหวัดน่าน  มีอาการแพ้อากาศบ่อยมา  ถึงขนาดต้องถูกนำส่งห้องไอ.ซี.ยู. กลางดึกที่โรงพยาบาลมหาราชเชียงใหม่เมื่อต้นเดือนพฤษภาคม 2515  หลังจากนั้นได้ไปรับราชการที่จังหวัดน่าน  ซึ่งอยู่ในหุบเขา  อากาศในฤดูหนาวแปรปรวนมากผมจึงป่วยทุกสัปดาห์  ช่วงนั้นข้าราชการชั้นโทขึ้นไปมีสิทธิ์เบิกค่ารักษาพยาบาลได้เพียงครึ่งหนึ่ง  ผมต้องจ่ายค่ารักษาตัวเองปีหนึ่งเท่ากับเงินเดือน 4 เดือน   ต่อมาผมได้ย้ายลงมารับราชการในภาคกลางและภาคตะวันออก คือ สุพรรณบุรี  สมุทรปราการ  และชลบุรีช่วงปี 2517 – 2526  สุขภาพดีขึ้นมากคือป่วยน้อยลงเหลือปีละ 1 – 2 ครั้ง  น้ำหนักตัวเพิ่มขึ้นจาก 50 กิโลกรัมเป็น 55 – 60 และ 63 – 64 กิโลกรัมเมื่อช่วงอยู่ที่จังหวัดชลบุรี

ปลายปี 2526  ผมย้ายเข้ามาอยู่ในกรุงเทพฯ  เพียงไม่กี่วันก็ป่วยเพราะแพ้อากาศในกรุง  ซึ่งนอกจากมลพิษเข้มข้นมากกว่าอากาศชายทะเลชลบุรีแล้ว  ปีนั้นอากาศยังวิปริตฝนตกชุกเกินเหตุจนเกิดน้ำท่วมใหญ่กระจายรอบกรุงเทพฯ  อากาศช่วงปลายปี 2526  จึงทั้งชื้นและเย็นกว่าปีก่อนและหลังจากนั้น  ผมมีอาการหอบ  หายใจไม่เต็มปอดตลอดเกือบ 2 เดือนในช่วงพฤศจิกายน – ธันวาคม 2526   ช่วงปี 2527 – 2530  ผมได้ไปร่วมงานที่ศูนย์อาสาพัฒนาและป้องกันตนเอง กอ.รมน. สวนรื่นฤดีเป็นเวลา 3 ปีครึ่ง  มีภารกิจต้องออกตระเวนไปกับคณะผู้แทน ศอพป. ไปตรวจเยี่ยมหมู่บ้าน อพป. ตามชนบทป่าเขาต่างๆ ทั่วประเทศ  ผมต้องเดินย่ำตามคณะตรวจเยี่ยมซึ่งแข็งแรง  เดินเก่งโดยเฉพาะทหารเข้มแข็งมาก  ผมพลอยแข็งแรงตามคณะไปด้วย

ครั้นกลับมาทำราชการปกติ  ผมมีเวลาว่างจึงสอบเข้าเรียนปริญญาโทภาคค่ำที่คณะรัฐศาสนศาสตร์  สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ NIDA   การเรียนหนังสือในยามแก่อายุ 46 ปี  กว่าจะจบก็ต้องผ่านความเครียดไม่รู้กี่สิบกี่ร้อยครั้ง   ดังนั้น  เมื่อเรียนจบจึงได้โรคหัวใจแถมพกนอกจากปริญญาโท  ต้องเข้าไปนอนในโรงพยาบาลราชวิถีเมื่อต้นปี 2534  นับเป็นครั้งที่ 2 ในชีวิตที่ผมต้องนอนพักรักษาตัวในโรงพยาบาล 1 สัปดาห์   หมอตรวจพบว่าอาการความดันโลหิตสูงเฉพาะตัวบน เช่น 180-80; 190-90 นั้นมีสาเหตุมาจากลิ้นหัวใจรั่ว  แต่ยังไม่ร้ายแรงถึงขนาดต้องผ่าตัดเปลี่ยนลิ้นหัวใจ (ใช้ลิ้นหัวใจเทียมใส่แทน)  จึงใช้การบำบัดรักษาด้วยยาเพื่อควบคุมความดันโลหิตมิให้สูงเกินไป  แต่คุณหมอ 2 – 3 ท่านที่รักษาผมแจ้งให้ทราบว่าการกินยาเป็นเพียงการประคองหรือยืดอายุให้ใช้ลิ้นหัวใจของแท้ที่ชำรุด หรือรั่วนั้นให้อยู่นานที่สุดเท่าที่จะทำได้  เพราะถึงอย่างไรลิ้นแท้ก็ย่อมดีกว่าลิ้นเทียมแน่นอน

แต่ถ้าถึงวันหนึ่งเมื่อผมมีอาการเหนื่อยง่ายมาก  ความดันโลหิตสูงมาก เช่น ความดัน 200  หรือ 210-90 เมื่อเดินขึ้นกระไดเพียงชั้นที่ 2 ก็เหนื่อยหอบแล้ว  ความดันโลหิตพุ่งขึ้นสูงปรี๊ก  ก็คงถึงเวลาต้องผ่าตัดเปลี่ยนลิ้นหัวใจแทนลิ้นที่ชำรุด  7 กันยายน 2535  สมัยแรกของรัฐบาลที่มี ฯพณฯ ชวน หลีกภัยเป็นนายกรัฐมนตรีนั้น  คุณอุทัย พิมพ์ใจชน  ส.ส. ชลบุรีและหัวหน้าพรรคเอกภาพได้เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์  ผมเคยเป็นพาณิชย์จังหวัดชลบุรี 6 ปี  คนชลบุรีรู้จักผมดี  ผมจึงถูกยืมตัวไปช่วยราชการประจำ ฯพณฯ รมว. อุทัย  พิมพ์ใจชน  ตั้งแต่วันแรกถึงวันสุดท้ายที่ท่านดำรงตำแหน่ง   ในขณะเดียวกันผมก็ยังปฏิบัติหน้าที่ในตำแหน่งผู้อำนวยการกองกลาง  สำนักงานปลัดกระทรวงพาณิชย์ด้วย  ภารกิจจึงหนักและเครียดมาก  แต่ผมก็ทำงานทั้ง 2 ตำแหน่งควบคู่กันได้อย่างดี  ควรจะได้ 2 ขั้นด้วย  เพราะที่ผมเคยได้ 2 ขั้นหลายครั้ง  ก่อนหน้านี้ผมทำงานน้อยกว่านี้อีก  เผอิญเงินเดือนของผมเต็มขั้นชนเพดานมาหลายปีแล้ว

อย่างไรก็ดี  อาการลิ้นหัวใจรั่วของผมแย่ลงๆ เพราะเหนื่อยมากขึ้น  เดินเร็วก็เหนื่อย  ขึ้นกระได 2 ขั้นก็ต้องหยุดหอบ 4 – 5 นาที  ยกหรือหิ้วกระเป๋าเอกสารเดินจากห้องทำงานไปใส่รถยนต์ห่าง 40 – 50 เมตรก็เหนื่อย  ในขณะเดียวกันอาการหอบเพราะภูมิแพ้ก็ยังไม่หายขาด  เพียงแต่เป็นน้อยลง  อาจารย์คุณหมอสมยศ คุณจักร ชาวพนัสนิคม ชลบุรี  โรงพยาบาลรามาธิบดีช่วยรักษา   ปี 2538  ฯพณฯ อุทัย พิมพ์ใจชน พ้นตำแหน่งไปพร้อมรัฐบาลในเดือนกรกฎาคม  ผมจึงมีเวลาว่างพอที่จะเข้าผ่าตัดเปลี่ยนลิ้นหัวใจ  อีกทั้งคุณหมอพูลชัย จิตอนันต์วิทยา  ผู้ดูแลรักษาก็ได้ปรึกษากับอาจารย์ พ.ญ. วิไล พัววิไล  แล้วเห็นว่า  อาการที่ป่วยอยู่นั้นสมควรเปลี่ยนลิ้นหัวใจจริงๆ  จึงติดต่อขอจองคิวหมอผ่าตัดมือชั้นหนึ่งของโรงพยาบาลราชวิถีในขณะนั้นไว้ให้แล้ว

ผมเข้าโรงพยาบาลราชวิถีวันที่ 7 สิงหาคม 2538  กำหนดผ่าตัดวันที่ 9   แต่วันที่ 8 ตอนสายๆ คุณหมอได้ฉีดสีเข้าหัวใจเพื่อตรวจดูรายละเอียดของเส้นเลือด  ลักษณะและขนาดของลิ้นหัวใจด้วยความละเอียดรอบคอบ  ปรากฏว่าอาการป่วยของผมนั้นมีเหตุที่ร้ายแรงกว่าลิ้นหัวใจรั่ว  โดยพบว่าเส้นเลือดใหญ่ในหัวใจตีบ 2 เส้น  เส้นหนึ่งตีบถึง 86.5%  หมายความว่าเลือดไหลผ่านได้เพียง 13.5%  คุณหมอแจ้งว่าสภาพเช่นนี้มีโอกาสเสี่ยงต่อการหัวใจวายกระทันหันเป็นอย่างยิ่ง  จึงติดต่อส่งตัวผมให้ไปเข้าโรงพยาบาลโรคทรวงอก กรมควบคุมโรคติดต่อ  อยู่ที่สี่แยกแคราย  อำเภอเมืองนนทบุรี   เป็นคนไข้ของคุณหมอสุดารัตน์ ตันศุภสวัสดิกุลและคณะ

วันที่ 10 สิงหาคม  คุณหมอและคณะก็รักษาอาการเส้นเลือดตีบด้วยบอลลูน และเสริมใยเหล็กในเส้นเลือดตรงจุดที่ยุบตัวลงมาตีบนั้นด้วย  ซึ่งจะมีผลดีทำให้จุดนั้นไม่ยุบตีบอีกอย่างน้อย 20 ปี   ช่วง 10 วัน  วิกฤติที่เข้าโรงพยาบาลครั้งนี้มีโอกาสอ่านข่าวเพื่อนรุ่นพี่ที่คุณเคยกันสมัยเรียนที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ คือ คุณวิทยา สุขดำรงค์  หัวใจวายตายเมื่อคืนวันที่ 12 สิงหาคม 2538  นึกในใจว่าถ้าได้พบกันก่อนหน้านั้น  จะชวนให้เข้ารับการรักษาจากคณะแพทย์ผู้เชี่ยวชาญการรักษาโรคหัวใจที่โรงพยาบาลศิริราช   โรงพยาบาลราชวิถี โรงพยาบาลโรคทรวงอก  โรงพยาบาลวชิรพยาบาล   โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์  หรือโรงพยาบาลพระมงกุฏเกล้าฯ  แห่งใดแห่งหนึ่ง ฯลฯ  ถ้าได้รักษาก่อนแล้วโอกาสรอดชีวิตมีมากกว่าแน่นอน

หลังทำบอลลูน  ผมต้องกินยาละลายเลือดอีกหลายเดือน  เพื่อไม่ให้มีเกร็ดเลือดไปอุดตันในเส้นเลือด   ครั้นกลางเดือนพฤศจิกายนปีนั้นเอง  ขณะที่ผมพาคณะนักเขียนจากประเทศสาธารณรัฐประชาชนจีนไปเยือนพัทยานั้น  ตื่นขึ้นมาในเช้าวันอาทิตย์  ผมรู้สึกว่าเพดานหมุนติ้วแม้จะหลับตาก็รู้สึกหัวหมุนอาเจียนอย่างหนักจนไม่มีอะไรจะออกอีก  ผมจึงขอยืมตัวคนขับรถของพาณิชย์จังหวัดชลบุรีไปช่วยขับรถพาเข้าไปหาหมอที่โรงพยาบาลราชวิถี   คุณหมอพูลชัยซึ่งภรรยาผมติดต่อไว้  ก็มาดูแลรักษาและให้พักอยู่ในห้องฉุกเฉินถึงราว 2 ทุ่ม  ผมก็ขออนุญาตกลับบ้านได้

ตั้งแต่วันนั้นผมก็มีสภาวะเป็นคนพิการ  คือ  เดินเซซุน  เหมือนคนเมาเหล้าอย่างหนัก  คือ  เซซ้าย  เซขวา  เด้งหน้า  เด้งหลัง  เป็นอัมพฤกษ์  บังคับการทรงตัวไม่ได้  แต่ประหลาดที่ผมยังขับรถมาทำงานเช้าๆ และจนค่ำมืดทุ่มเศษ  ภรรยาจึงมาหาและเดินให้ผมเกาะประคองตัวมิให้เซซุนไปมาเสียหาย  เพราะใครไม่รู้ความจริงอาจเข้าใจว่าผมเมาเหล้าเป็นอาจิณ   ผมวิตกว่าจะเป็นอัมพาตจึงไปหาหมอทุกวัน  ในสัปดาห์แรกหมออธิบายว่าอาการป่วยที่ผมเป็นนี้เกิดจากความเครียด  และเส้นโลหิตตีบตรงช่วงก้านคอ  จึงทำให้เลือดขึ้นเลี้ยงสมองไม่ปกติ   ดังนั้น  นอกจากกินยาแล้วผมต้องบริหารคอวันละ 2 ครั้ง  ก่อนอาบน้ำเช้าค่ำทำให้อาการดีขึ้นๆ รวดเร็ว