รักษาโรคด้วยภูมิปัญญาชาวบ้าน

ยาสูบช่วยชีวิต

จาก … ยาสูบช่วยชีวิต  … ถึง ยาสูบที่ถูกรังเกียจ

ถิ่นเกิดของผมที่บ้านปงสนุกลำปางอยู่ย่านประตูเวียง  อยู่นอกเขตตลาดจึงไม่มีร้านขายของชำ  นอกจากที่บ้านผมซึ่งเป็นเรือนไม้ใต้ถุนสูง  แต่ดัดแปลงด้านหน้าบ้านที่ติดถนนให้ยกพื้นสูงราว 1 เมตร  มีพื้นที่กว้าง 4 เมตร  ยาว 8 เมตร  วางขายสินค้าต่างๆ ทั้งที่จำเป็นและไม่จำเป็นแก่การครองชีพ  ทั้งข้าวสาร  ของชำ  น้ำมันก๊าด  เหล้าโรง  บุหรี่ (ยาแกแร็ต)  และยาสูบที่หั่นเส้นๆ จัดเป็นแท่งๆ บางแห่งเรียก ยาตั้ง  ชาวเหนือเรียกยาสูบชนิดยาฉุนว่า ยาขื่น  ชนิดรสอ่อนว่า  ยาจ๋าง(จืด)

ผมเกิด พ.ศ. 2484  ช่วงก่อนสงครามเอเซียมหาบูรพาไม่กี่เดือน  นายกรัฐมนตรีมีนโยบายให้ราษฎรเลี้ยงสัตว์และทำสวนครัว  ที่บ้านผมจึงเลี้ยงหมูไว้ใต้ถุนบ้านตัวหนึ่ง  เป็ดอีกฝูงราว 20 กว่าตัว  ไก่อีก 10 กว่าตัว ไข่เป็ดไข่ไก่มีขายสดๆ ทุกเช้า   ช่วงที่ผมอายุขวบกว่าถึง 2 ขวบนั้น  เวลาเช้าก่อนเปิดหน้าถัง (หน้าร้านหรือโรงที่เปิดที่เปิดปิดด้วยกระดานเป็นแผ่นๆ  ตามรางที่ทำไว้มักมีตัวเลขบอกลำดับแผ่นกำกับเพื่อสะดวกในการปิด) ขายของ  แม่จะนำผมไปผูกข้อเท้าข้างหนึ่งติดไว้กับเสากลางเรือนเพื่อป้องกันมิให้ผมเดินเปะปะพลัดตกจากเรือนที่ลดหลั่นเป็น 3 ระดับ  แรกๆ ที่ถูกผูกข้อเท้าผมคงโวยวายน่าดู  แต่นานเข้าๆ ก็คุ้นชินถึงขนาดที่ว่าถ้าไม่ผูกข้อเท้าละก็จะนอนกลางวันไม่หลับทีเดียว  เวลาผมถูกผูกข้อเท้าและนอนพังพาบลงมองลอดช่องกระดานพื้นเรือนลงไปใต้ถุน  เห็นหมูที่เลี้ยงไว้ถูกผูกขาข้างหนึ่งติดกับเสาเรือนกลางเหมือนเราเลย  ผมจึงมีความผูกพันกับหมูตัวนี้มาก  เรียกมันว่า ไอ้มัด  ครั้นหมูโตได้ขนาดก็ถูกขายไป

พอไอ้มัดถูกแก้มัดให้ลูกน้องของพ่อค้าเขียงหมูต้อนมันไปเข้าโรงฆ่าสัตว์  ผมก็ร้องไห้โฮวิ่งตามไปหมายแย่งหมูกลับคืน  แม่และญาติๆ ของผมต้องเข้าอุ้มจับผมเป็นโกลาหล  ทั้งๆ ที่ถูกต้อนไปฆ่าแท้ๆ แต่ ไอ้มัด กลับเดินไปโดยดี  เพราะมันคงไม่รู้ว่าเขาเอามันไปทำอะไร  บางทีมันอาจแอบดีใจก็ได้ว่า “เฮ้ย  ได้แก้มัดแล้วโว้ย”

สมองหมูจึงเหมาะกับการปรุงอาหารกินมากกว่าสมองของผม  เพราะแม้จะอายุ 2 ขวบเศษ   แต่จากประสบการณ์ของผมที่ได้เห็นแทบทุกเย็นคือ ภาพคนต้อนหมูเดินผ่านหน้าบ้านไปเข้าโรงฆ่าสัตว์ซึ่งตั้งนอกประตูเวียง  ห่างจากบ้านผมสัก 300 เมตร  กลางคืนดึกๆ หลังเที่ยงคืนชาวบ้านที่ตื่นขึ้นมาหรือยังไม่หลับจะได้ยินเสียงฆ้อนทุบหัวหมูดังระคนปนกับเสียงแผดร้องของหมู  ผมร้องไห้อีกหลายคืน  ไอ้มัดจึงเป็นหมูตัวสุดท้ายที่เราเลี้ยง  เมื่อไม่มีหมูแล้ว  ฝูงไก่ใต้ถุนเรือนจึงเป็นเพื่อนกล่อมใจให้เพลินและนอนหลับตอนกลางวัน  แน่นอน  ผมต้องเอาบ่วงเชือกที่ทำจากเศษผ้ามาสวมรัดมัดข้อเท้าด้วยจึงจะนอนหลับ  ไม่ใช่เป็นการรำลึกถึงไอ้มัดหรอก  แต่คงเพราะความคุ้นชินเช่นเดียวกับผู้ใหญ่บางคนที่ต้องสูบบุหรี่หลังอาหาร  จึงจะรู้สึกอิ่มอร่อย  ทั้งที่รู้ทั้งรู้ว่าการสูบบุหรี่มีโทษต่อตนเองก็ตาม

ผมนอนพังพาบดูฝูงไก่ทุกวัน  จนวันหนึ่งจึงสังเกตเห็นว่าแม่ไก่ตัวใหญ่ที่หายหน้าไปหลายวันได้ออกจากรังมาแล้ว  ครั้งนี้มันมีลูกไก่เล็กๆ อีก 9 ตัวซุกอยู่ใต้ปีกทั้งสองด้วย  ท่าทางแม่ไก่หวงห่วงลูกมากคอยส่งเสียงเรียกลูกๆ เข้ามาซุกใต้ปีกมันอยู่เนืองๆ  เมื่อไก่ตัวอื่นหรือสัตว์อื่น  แม้แต่คนเข้าไปเฉียดใกล้ละก็  แม่ไก่จะส่งเสียงขู่เตือนทันที   ถ้าขืนล้ำเข้าไปอีก  จะถูกแม่ไก่พุ่งเข้าจิกตีอย่างดุร้ายทันที  ด้วยเหตุดังกล่าวทำให้แม่ไก่ไม่สะดวกในการออกคุ้ยเขี่ยหาอาหารกินเช่นไก่ตัวอื่นๆ  แม่จึงนำปลายข้าวราวกำมือหนึ่งโปรยให้เฉพาะไก่แม่ลูกอ่อน  ผมนอนมองลอดลงไปใต้ถุน  เห็นลูกไก่พรูกันออกจากใต้ปีกแม่ไก่มาจิกกินปลายข้าว   โธ่…  ไก่น้อยอ่อนหัดจิกกินข้าวยังจิกไม่ค่อยได้  แม่ไก่ต้องจิกกินให้ดูเป็นตัวอย่าง  กว่าจะจิกกินให้ดูครบ 9 ตัว  ปลายข้าวก็แทบไม่เหลือแล้ว  ลูกไก่ที่อ่อนแอบางตัวกินไม่ทันพี่น้องก็ได้แต่ร้องเจี๊ยบๆ น่าสงสาร

ผมนึกเปรียบตัวเองถ้าเป็นลูกไก่คงกินไม่อิ่ม  จึงคิดหาทางช่วยลูกไก่โดยตอนแรกใช้กะลามะพร้าวซึ่งเคยเป็น “กระบวย”  ด้ามหลุด  ตักปลายข้าวเกือบเต็มแล้วแอบมุดลงไปใต้ถุนซึ่งล้อมรั้วไม้ไผ่ไว้เป็นเสมือนเล้าเป็ดไก่ (และหมูในอดีต) พอโผล่เข้าไปก็เผชิญหน้ากับแม่ไก่ดุร้ายกางปีกพองขน  ส่งเสียงขู่พร้อมกับพุ่งมาจากริมรั้วด้านหน้าบ้านทันที  ผมใจหายวาบรีบโกยอ้าวออกมาและปิดประตูเล้าทันหวุดหวิด  เช้าวันรุ่งขึ้นผมมีวิธีที่ดีและปลอดภัยจากการจิกตีของแม่ไก่แล้ว  เพราะผมเห็นแล้วว่าแม่ไก่พาลูกๆ ไปอยู่ริมรั้วด้านหน้าบ้าน  รั้วด้านนี้ใช้แผ่นไม้กว้างราว 5 เซนติเมตรตีปะแผ่นเว้นแผ่น  ดังนั้นช่องว่างนี้จึงกว้างมากพอให้ลูกไก่มุดออกมาที่ลานหน้าร้านค้าของเราได้  แต่แม่ไก่ตัวโตเกินกว่าที่จะมุดออกไป

ผมจึงรีบใช้กระบวยด้ามหลุดนั้นจ้วงเอาปลายข้าวเกือบเต็ม  แล้วโปรยหว่านปลายข้าวลงตรงปากช่องว่างระหว่างไม้รั้ว  ลูกไก่ที่แข็งแรงและคงจะฉลาดด้วยจึงวิ่งนำออกมาจิกกินเม็ดข้าว   ส่วนลูกไก่ 2 – 3 ตัวที่อ่อนแอยังวิ่งตามออกไปไม่ทันกินข้าวก็หมดแล้ว  ผมจึงโปรยเม็ดข้าวไกลออกไปๆ เพื่อให้ลูกไก่ที่อ่อนแอได้มีโอกาสกินด้วย  ดังนั้นผมจึงต้องออกแรงเหวี่ยงโปรยเม็ดข้าวให้ไกลออกไปทั่วๆ ลานหน้าร้านค้า  ผมเหวี่ยงโปรยเม็ดข้าวอย่างสนุก  ที่สุดเหลือเม็ดข้าวเล็กน้อยอยู่ก้นกระบวย  ผมถอยหลังมาหลายก้าวแล้ววิ่งไปหน้าบ้านสาดเม็ดข้าวจากกระบวย

อนิจจา …​นอกจากเม็ดข้าวจะหลุดออกไปแล้ว  ร่างของผมก็พุ่งหลาวลงไปเช่นเดียวกับเม็ดข้าวด้วย

ตุ้บ ! พลั่ก ! แว้ก !  โฮ !!   ร่างของผมหล่นจากที่สูง 1 เมตรพุ่งลงไปนอนคว่ำหน้ามือเท้ากางอยู่บนลานดิน  แม่หยุดมือที่กำลังหยิบของขายให้ลูกค้า  กระโดดผลุงลงไปอุ้มร่างผมพลิกขึ้นมา  เลือดสาดกระจายเต็มหน้ามาจากแผลเหนือหว่างคิ้วตรงขึ้นไป  ใกล้ตีนผมมีรอยหินรูปทรงกลมเจาะบุ๋มเข้าไปขนาดเหรียญห้าบาท

แม่จับผมนอนตักโดยชันเข่ายกด้านหัวของผมให้สูงขึ้น  ใช้ชายผ้าถุงปิดปากแผลห้ามเลือด  พลางร้องบอกญาติให้รีบไปตามหมอมาทันที  หมอที่ว่านี่คือ หมอแผนโบราณซึ่งในสมัยสงครามนั้น  แพทย์แผนปัจจุบันที่จบจาก “ศิริราช” หรือ “จุฬาลงกรณ์” นั้น  ทั้งจังหวัดมีคนเดียว   ทุกวินาทีที่ผ่านไปแม่ต้องเกิดความทุกข์ร้อนใจแสนสาหัสเพราะเลือดยังทะลักออกมาแข่งกับเสียงร้องโอดโอยของลูกชายจอมซน

ทันใดนั้นเอง  รถม้าคันหนึ่งก็แล่นมาถึงหน้าบ้าน  พ่อผมเผ่นผลุงลงมาและขึ้นไปฉวยเอาก้อนยาสูบ(ยาตั้ง) ขยุ้มหนึ่งชุบและบีบน้ำออกให้พอหมาดๆ  แล้วกรากเข้าไปผลัดอุ้มผมแทน  และใช้ยาสูบที่เตรียมไว้นั้นปิดครอบแผลทันที   เหมือนยาวิเศษจริงๆ  สายตาคนที่มามุงดูอีกหลายสิบคู่รวมทั้งคู่ของหมอแผนโบราณที่เพิ่งมาถึง  เห็นประจักษ์ว่าเลือดซึมออกมาน้อยลงๆ  และหยุดได้ภายในอึดใจเดียว  ชะงัดดีจริงๆ

ตั้งแต่นั้นเป็นต้นมาชาวบ้านในย่านนั้นก็รู้กันทั่วว่ายาสูบ (ยาตั้ง) ซึ่งมีอยู่ทุกครัวเรือนนั้นนอกจากใช้มวนบุหรี่สูบแล้ว  ยังใช้ปิดแผลสดห้ามเลือดได้อย่างเด็ดขาด   ผมรอดตายมาจนถึงสิ้นเดือนกุมภาพันธ์ 2545  ได้ไปผ่าตัดเหงือก และหมอให้ผมกัดผ้ากอซห้ามเลือดตั้งแต่ 1 ทุ่มจนถึงรุ่งเช้าเลือดยังไม่หยุด  ผมมีภารกิจสำคัญต้องไปเป็นประธานอนุกรรมการตัดสินการประกวดเรื่องหนึ่ง  นึกถึงสภาพทุลักทุเลที่ประธานต้องกัดผ้ากอซแล้วพูด  ผมคิดถึงยาสูบห้ามเลือด  แต่ผมเลิกสูบบุหรี่มาสิบกว่าปีแล้ว  ตั้งใจว่าสว่างแล้วจะออกไปซื้อบุหรี่ซองหนึ่งจากร้านเซเว่นอีเลฟเว่นข้างบ้าน  ฉีกเอาเฉพาะยาสูบมาพอกเหงือก  คงห้ามเลือดชะงัด

แต่ยังไม่ทันออกจากบ้าน  ภรรยาของผมพอทราบว่าผมเตรียมจะทำอะไร  เธอก็ท้วงว่าถ้าผมอมกัดยาสูบห้ามเลือด  แม้ห้ามเลือดได้แต่ผมคงเมายา  อาจขับรถไปเกิดอุบัติเหตุ หรือนั่งประชุมอย่างเลอะเลือน   เธอจึงฉวยกระติกออกไปอย่างว่องไว และซื้อน้ำแข็งที่ทุบฝอยๆ มา 5 บาท    ผมอมน้ำแข็งคำโตเน้นตรงแผลที่เหงือก  น้ำแข็งละลายผมก็กลืนลงท้องไป  มีเลือดปนบ้างก็ช่างมัน  คอยเติมน้ำแข็งให้เต็มปากไว้   หนึ่งชั่วโมงผ่านไปได้เวลาประชุม  ผมดำเนินการประชุมได้ตามปกติ  ไม่รู้สึกว่ามีเลือดไหลในปากอีก  เลิกประชุมแล้วลองใช้ผ้ากอซซับดู  ไม่ปรากฏหยดเลือดแน่นอน  นี่เป็นกรณีเฉพาะแผลในปาก  การใช้น้ำแข็งห้ามเลือดจึงใช้ได้ผลดีกว่าใช้ยาสูบ  แต่ถ้าเป็นแผลที่อวัยวะภายนอก  เช่น  กรณีแผลที่หน้าผากของผมละก็  ใช้ยาสูบหรือยาตั้งชุบน้ำบีบพอหมาดๆ แล้วปะคลุมปากแผลจะดีกว่า  ไม่มีการละลายด้วย  เราอาจใช้ผ้าพันแผลหรือปลาสเตอร์ยึดตรึงไว้ได้  แต่จะทำเช่นนี้กับกรณีใช้น้ำแข็งไม่ได้  อย่างไรก็ดี  ตอนที่ผมบาดเจ็บสาหัสนั้น  ยังไม่มีน้ำแข็งขายที่ลำปางหรอกครับ  ปกติชาวบ้านจะใช้หญ้าสาบเสือ (หญ้าแมงวาย) ซึ่งขึ้นเองอยู่ทั่วไป  เด็ดใบสักกำมือหนึ่ง  นำมาขยี้ๆ  แล้วโปะปิดปากแผลห้ามเลือดได้ไม่เลว  แต่สมัยนี้จะหาหญ้าสาบเสือได้ที่ไหนเล่า  แม้แต่ยาสูบหรือยาตั้งซึ่งเคยใช้ห้ามเลือดได้ดีที่สุด  บัดนี้ยุคสมัยที่เปลี่ยนไปในสังคมซึ่งรณรงค์ให้เลิกสูบบุหรี่  ยาสูบหรือยาตั้งซึ่งถูกบุหรี่เบียดออกจากตลาดไปนานหลายสิบปีแล้ว  ก็ยิ่งหาซื้อยากมาก  โดยเฉพาะในกรุงเทพฯ  ถ้าไม่สืบหาข้อมูลแหล่งขายให้แน่ชัดเสียก่อน  ขืนออกไปสุ่มหาซื้อละก็เหนื่อยเปล่านะครับ

รักษาโรคด้วยภูมิปัญญาชาวบ้าน

รักษา “นิ่ว” ในกระเพาะปัสสาวะ

ผลตำลึงกับสารส้มรักษานิ่วในกระเพาะปัสสาวะ

พ่ออ้วน ไชยธาร  ลุงเขยของผมเป็นหมอแผนโบราณหรือที่ปัจจุบันเรียกว่า หมอเมือง  ลุงสืบตำราหมอมาจากตระกูลและแสวงหาประสบการณ์เพิ่มเติมอีกหลายสิบปีจากการรักษาคนไข้และแลกเปลี่ยนวิชากับเพื่อนร่วมอาชีพรายอื่นๆ ตลอดมา   ลุงไม่มีลูกหรือหลานมาสืบสายวิชาแพทย์แผนโบราณ  เมื่อตอนผมเรียนชั้นประถม  พอปิดเทอมผมมักถูกส่งตัวไปอยู่ที่บ้านลุง  ทุกเช้าเมื่อป้ากลับจากตลาด  แม่ของผมซึ่งอพยพไปค้าขายอยู่ย่านตลาดนั้นจะฝากกับข้าวและขนมที่ผมชอบกินมาให้ลูกชายจอมซนด้วย

ผมมีโอกาสคลุกคลีกับยาสมุนไพรหรือยาพื้นเมืองหรือยาแผนโบราณแล้วแต่ใครจะเรียกอย่างไร  บางครั้งผมก็ช่วยลุงป้าไปเดินเก็บสมุนไพรที่ปลูกไว้ในสวนหลังบ้านและริมรั้วรอบๆ บ้าน  บางคราวผมก็ช่วยลุงป้าโขลกตำยา และบางทีผมก็ช่วยลุงจัดยา  แต่กลับเป็นภาระให้ลุงต้องย้อนกลับรื้อแต่ละถุงมาจัดบรรจุใหม่ให้ถูกต้อง  ลุงรักผมมากจึงใจดีมีแต่หัวเราะหึๆ  ขำที่เห็นผมเล่นสลับตัวยาถุงนั้นกับถุงโน้นวุ่นวายไว้  แต่ลุงยอดเยี่ยมมาก  เทออกมากองทุกถุงที่ผมนำไปจัดเล่น  และลุงจัดใหม่ไม่นานก็เรียบร้อยเข้าที่หมด

ผมเห็นลุงเปิดดูตำรายาที่เขียนด้วยอักขระโบราณในเวลาที่จัดยาลงแต่ละถุง  ผมเคยพลิกดูตำราเขียนเหล่านี้แต่อ่านไม่ออกเลย  ไม่เหมือนตัวหนังสือที่ผมเรียนในห้องเรียนสักหน่อย  ผมอยากรู้ว่าตำราเขียนอ่านอย่างไรบ้าง  ลุงก็อ่านให้ฟังเป็นตัวอย่าง  ผมจำตำรายาได้ 2 – 3 อย่าง  ที่จำได้เพราะมีส่วนของผักตำลึงเป็นองค์ประกอบด้วย  ทำให้ผมเข้าใจว่าเหตุใดเถาตำลึงจึงพาดรั้วรอบบ้านของลุง  เพราะเถาตำลึงนี่แหละเป็นวัตถุดิบสำคัญที่สุดในการผลิตยาขางแก้ไข้ร้อนใน

ยาขางที่กล่าวถึงนี้เป็นยาเม็ดลูกกลอนปั้นเป็นเม็ดเล็กๆ เท่าปลายนิ้วก้อย  กรรมวิธีการผลิตง่ายมากๆ คือ  หาเถาตำลึงมาแล้วหั่นเป็นแว่นๆ บางๆ นำใส่ถาดหรือกระต้ง  ตากแดดจนแห้งสนิทแล้วนำมาตำในครกหินใบใหญ่  ตำจนยุ่ยเป็นผงละเอียดเหมือนแป้ง  พวกกากหรือเศษเส้นใยถูกร่อนตะแกรงทิ้งไปจนหมด  ต้มน้ำเล็กน้อยจนเดือดแล้วยกลงวางไว้  นำ “ขาง” คือ แผ่นเหล็กหล่อเผาไฟจนร้อนแดงแล้วคีบใส่ลงในหม้อต้มน้ำเสียงดังฉ่า  ค่อยรินน้ำเหยาะลงในผงเถาตำลึงพอเปียกๆ  ผสมแป้งข้าวเจ้าลงไป  แล้วคนๆ ให้เข้ากันจนมีลักษณะหมาดๆ ถ้าแห้งไปก็เติมน้ำ  ถ้าแฉะไปก็เติมผงเถาตำลึงกับแป้งข้าวเจ้า  เมื่อส่วนผสมได้ที่ป้าก็จะปั้นเป็นยาลูกกลอนเม็ดเล็กๆ  ขนาดปลายนิ้วก้อยใส่ถาดและกระด้งนำไปตากแดด   แดดจัดๆ วันเดียวก็แห้งได้ที่  แล้วเก็บใส่ขวดโหล

เด็กๆ ชาวล้านนาเมื่อหลายสิบปีก่อนล้วนรู้จักรสชาติของยาขางกันถ้วนหน้า  เว้นแต่เด็กลูกจีนอาจจะใช้ยาขม  เด็กๆ ภาคกลางก็ซดยาเขียวแทน  เพราะยาทั้งสามชนิดนี้เป็น ยาครอบจักรวาล

ปกติอาหารมื้อเช้าของลุงและป้าจะมีผักนึ่งจิ้มน้ำพริกเป็นหลัก  ผักตำลึงนึ่งย่อมยืนพื้น  พอมีผมมาพักอยู่ด้วยยอดตำลึงก็ถูกแบ่งมาเป็น  ต้มจืดยอดตำลึงหมูสับบ้าง  บางมื้อก็ยอดตำลึงคั่วไข่  ที่ต้องคั่วเพราะบ้านลุงป้าไม่ใช้น้ำมันปรุงอาหารใดๆ ทั้งสิ้น   ครั้งหนึ่งผมไปเก็บผลตำลึงชนิดต่างๆ  คือทั้งผลสุกสีแดงสดสวย  ผลแก่สีเขียวอื๋อ  และผลอ่อนสีเขียวอ่อนไปให้เพื่อนผู้หญิงข้างบ้านนำไปเล่นขายข้าวขายแกง  ลุงเห็นเข้าจึงบอกผมว่า  คราวต่อไปให้เลือกเก็บเฉพาะผลสุกๆ ไป  ส่วนผลแก่และผลอ่อนๆ  อย่าเพิ่งเอาไปเล่น  ผมจึงถามว่าเพราะอะไรจึงไม่ให้เก็บไปเล่น?

ลุงตอบว่า  “ผลตำลึงแก่ๆ ใช้แก้โรคนิ่วในกระเพาะเยี่ยวได้น่ะซีลูก!”  ครั้นตอนบ่ายๆ เราอยู่บนเรือน  ผมก็ถามลุงอีกว่าผลตำลึงแก่ใช้รักษาโรคนิ่วในกระเพาะปัสสาวะที่ลุงบอกนั้นมีในตำราหรือเปล่า….?  ลุงจึงหยิบตำรามาอ่านให้ผมฟัง

ให้ใช้ผลตำลึงแก่ๆ   5 – 7 ผล  กรีดผลตำลึงทั้งหมดลึกลงไปครึ่งผลแต่ไม่ให้แยกออกจากกัน   ตำสารส้มเป็นผง  โรยลงในร่องที่กรีดไว้ในผลตำลึงทั้งหมดจนผงเต็มร่องแล้วใช้ด้ายพันรอบผลตำลึง  แต่ไม่จำเป็นต้องพันชิดกันนัก  นำผลตำลึงทั้งหมดไปย่างไฟอ่อนๆ  (อาจใช้ไมโครเวฟแทน)  โดยหงายร่องขึ้น  คอยดูผงสารส้มละลายจนหมดแล้วยกตะแกรงย่างออกจากไฟ  รอสักพักให้คลายร้อนลงเหลืออุ่นจัดๆ  แล้วใช้ผ้าขาวบางห่อผลตำลึงทั้งหมด  คั้นเอาน้ำออกมาจะได้สักถ้วยชาจีน

ให้คนเป็นโรคนิ่วในกระเพาะปัสสาวะดื่มรวดเดียว  รสชาติขมนิดๆ   วันหนึ่งทำกิน 3 หน ภายใน 2 วันถ้าเม็ดนิ่วอยู่ในกระเพาะปัสสาวะจริง  และเม็ดใหญ่ไม่เกินหัวแม่มือของผู้ป่วยจะต้องมีเม็ดนิ่วหลุดออกมาทางท่อปัสสาวะ

สมัยก่อน พ.ศ. 2490  การรักษาโรคนิ่วโดยวิธีผ่าตัดยังไม่ใช่เรื่องที่โรงพยาบาลในต่างจังหวัดจะทำได้ง่ายๆ  นอกจากเครื่องมือและเวชภัณฑ์ไม่เพียงพอ  บางจังหวัดหมอไม่ชำนาญการผ่าตัด  โดยเฉพาะคนไข้าหรือญาติคนไข้กลัวการผ่าตัดเพราะหวาดเสียว  นึกเห็นภาพของหมูถูกชำแหละบนเขียงยังไงยังงั้นกระมัง  ความจริงนายแพทย์หมอศรีรัตน์ บุญเฉลียว  ผู้อำนวยการโรงพยาบาลลำปางคนแรกในยุคนั้นเป็น ศัลยแพทย์ ที่เก่งมากจากวิทยาลัยแพทย์ศิริราช  แต่ถ้าคนไข้ไม่ยอมมาให้ผ่าตัดซะแล้ว  หมอจะเก่งปานใดก็ได้แต่เก็บเครื่องมือและฝีมือเอาไว้เอง   ช่วงปี 2502 – 2505  ผมทำงานเป็นครูสอนหนังสือที่โรงเรียนอัสสัมชัญลำปาง  มีบราเดอร์หรือภารดา 4 รูป  เป็นชาวสเปน 2 รูป  ไทย 2 รูป  บราเดอร์ชาวสเปนรูปหนึ่งเป็นอธิการ  อีกรูปหนึ่งทำหน้าที่เหรัญญิก  ผมและครู (มาสเตอร์) จะรับเงินเดือนเดือนละ 2 หน  ผมกับเพื่อนสนิทชื่อคุณวิศิษฐ์ สมพงษ์ มักจะรับเงินหลังสุดเพราะเรายังเป็นโสดไม่รีบกลับบ้าน และยังช่วยเป็นครุฝึกทีมกีฬาให้นักเรียนในช่วงหลังเลิกเรียนด้วย  คุณวิศิษฐ์ดูแลทีมตะกร้อ  ผมดูแลทีมวอลเลย์บอล

เย็นวันเสาร์หนึ่ง  ภารโรงปั้นจักรยานมาตามตัวเราให้รีบไปรับเงินเดือน  ผมนึกแปลกใจว่าปกติผมจะไปรับตอนใกล้จะ 6 โมงเย็นเมื่อซ้อมกีฬาเสร็จแล้ว  แต่นี่ยังไม่ถึง 5 โมงเย็น  ผมซ้อนท้ายจักรยานที่ภารโรงปั่นพลางตอบข้อสงสัยที่ผมถามพลางว่า “บราเดอร์ Ildefonso ไม่สบาย จะรีบไปหาหมอ”  พอผมโผล่เข้าไปในห้องทำงานของบราเดอร์  ก็เห็นเจ้าของห้องซึ่งปกติก็หน้าแดงๆ อยู่แล้ว  วันนั้นหน้ายิ่งแดงก่ำใช้ผ้าขนหนูผืนใหญ่คลุมไหล่นั่งตัวสั่นครางฮือๆ อยู่บนเก้าอี้นวมตัวใหญ่  ผมลงชื่อในบัญชีจ่ายเงินพร้อมทั้งเรียนถามว่าบราเดอร์ป่วยเป็นอะไร?

“….บราเดอร์ป่วยเป็นนิ่ว  กำลังปวดและมีไข้  จะรีบไปหาหมออีกครั้ง  หมอบอกว่าจะจัดยาให้อีกชุด  ถ้าไม่หายละก็วันจันทร์ต้องผ่าตัด…..!”   บราเดอร์รูปร่างอ้วนใหญ่  ปกติเสียงดัง  แต่วันนั้นเสียงอ่อยๆ สลับเสียงครางน่าสงสาร   ผมจึงเรียนปรารภเชิงถามด้วยความเกรงใจว่า  “ถ้าผ่าตัดก็คงหายป่วยนะครับ  แต่บราเดอร์อยากผ่าตัดไหมล่ะครับ?”

บราเดอร์เบิกตาโต  ยักไหล่ร้องว่า  “ถ้ามีทางเลือกใครก็ไม่อยากถูกผ่าตัด!”

ผมจึงเรียนเสนอว่า  “บราเดอร์จะเชื่อหรือไม่เชื่อก็แล้วแต่นะครับ  ลุงของผมเป็นหมอเมืองแบบโบราณ  มีตำรายาง่ายๆ รักษาโรคนิ่วได้”   บราเดอร์หยุดครางชั่วขณะ  พยักหน้าบอกให้ผมรีบแจงตำรายา  พอผมบอกไป  บราเดอร์ปรารภว่า  “ไม่มีอะไรน่ากลัว  ผลตำลึงกับสารส้มกินได้ทั้งนั้น  ประเดี๋ยวมาสเตอร์ช่วยบอกภารโรงให้เข้าใจวิธีทำด้วยนะ  บราเดอร์จะรีบไปหาหมอ”   พอผมออกจากห้องก็เจอภารโรงที่พาคุณวิศิษฐ์มารับเงินเป็นคนสุดท้าย  ผมจึงอธิบายวิธีประกอบปรุงยาแก้โรคนิ่วให้ภารโรงจนเป็นที่เข้าใจชัด และบอกว่าให้ทำกินวันละ 3 เวลาหลังอาหาร

ออกจากโรงเรียน  ผมแวะไปบ้านลุงและป้าซึ่งเวลานั้นท่านล่วงลับไปแล้ว  พี่สาวของผมซึ่งเป็นบุตรบุญธรรมเข้าอยู่แทน  ผมขอยืมตำรายาเรื่องนี้ไปขอให้หลวงพ่อที่วัดปงสนุกด้านเหนืออ่านให้ผมฟังเพื่อตรวจสอบทบทวนความจำ  อ้อ…ถูกต้อง    เช้าวันจันทร์  พอผมไปถึงโรงเรียนก็เจอภารโรงคนเดิมยิ้มรออยู่ที่ห้องธุรการ  ซึ่งผมต้องไปลงชื่อในสมุดมาทำงาน  บอกว่าบราเดอร์หายป่วยแล้ว  นึกแล้วเชียวตั้งแต่เห็นหน้าภารโรงยิ้มเผล่แล้ว  บอกให้ผมรีบไปพบบราเดอร์

พอผมเปิดประตูเข้าห้องบราเดอร์  ท่านก็ลุกขึ้นยื่นมือมาให้ผมจับ  กล่าวเสียงดังสดใส  “ขอบใจมาสเตอร์มากๆ  วิเศษจริงๆ  นี่ไงเม็ดนิ่ว!”   บราเดอร์เอี้ยวตัวไปด้านหลัง  หยิบขวดกลมป้อมๆ ที่นิยมใช้ในห้องทดลองวิทยาศาสตร์มาตั้งบนโต๊ะให้ดู  ในขวดมีน้ำยาแบบใช้ดองซากสัตว์อยู่เกือบเต็ม  แต่ที่ก้นขวดนั้นมีก้อนหินผิวเรียบเกลี้ยงเกลารูปทรงยาวรีอยู่ 2 เม็ด  ขนาดปลายนิ้วก้อยกับขนาดปลายนิ้วโป้งของผม       บราเดอร์กล่าวว่า   ตอนที่ผมบอกตำรายาให้นั้นก็ไม่อยากเชื่อ  แต่เมื่อค่ำวันเสาร์พอกลับจากคลินิก  ภารโรงเอาน้ำคั้นจากผลตำลึงมาให้ดื่ม  พอรุ่งเช้าตื่นมารู้สึกปัสสาวะสะดวกขึ้น  ตอนเย็นวันอาทิตย์รู้สึกปวดปัสสาวะแต่ยังถ่วงเวลาราวครึ่งชั่วโมงจึงลุกไปปัสสาวะ  ห้องส้วมของบราเดอร์มีโถสำหรับปัสสาวะ   ปัสสาวะไม่ยอมออกจึงออกแรงเบ่งสักพัก  ปัสสาวะทะลักออกมาท่วมท้น  มีเสียงดัง “แป๊ก แป๊ก”  สองหนที่โถรองรับปัสสาวะ  เมื่อปัสสาวะเสร็จรู้สึกโล่งสบาย  อาการปวดหน่วงที่หัวเหน่าซึ่งร้าวไปถึงรอบบั้นเอวนั้นหายหมด  บราเดอร์จึงพบว่ามีหิน 2 เม็ดออกมาพร้อมปัสสาวะตามที่ได้เก็บมาดองไว้นี่แหละ

ประมาณปี 2538 – 2539  ผมทราบข่าวว่าเพื่อนร่วมรุ่นคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์คนหนึ่งป่วยมีอาการคล้ายเป็นนิ่ว  ผมจึงโทรศัพท์ไปเล่าประสบการณ์ของผมให้ฟัง  ปรากฏว่าเขาได้ไปรักษาในโรงพยาบาลเอกชนแล้ว  ใช้เงินไปราว 7 หมื่นบาท   ต่อมาอีกหลายเดือน  เพื่อนของผมคนนี้ก็โทรศัพท์จากจังหวัดบุรีรัมย์  ซึ่งขณะนั้นเขาเป็นพาณิชย์จังหวัดอยู่ที่นั่นมาเล่าให้ฟังว่า  พ่อค้าคนหนึ่งในตลาดป่วย  มีลักษณะอาการคล้ายกับที่เขาเคยเป็น  ได้ไปตรวจรักษามาหลายโรงพยาบาลก็ยังไม่หาย  พาณิชย์จังหวัดรู้จักชอบพอกับเขาจึงบอกตำราตำลึงกับสารส้มย่างมาคั้นกิน  พ่อค้าคนนั้นได้ไปทำกินอยู่ 2 วัน 5 มื้อ  ก็ปัสสาวะเบ่งเอาเม็ดหินนิ่วออกมาได้หลายเม็ดหายป่วยแล้ว  ที่บอกมานั้น  นอกจากจะแจ้งความขอบคุณจากพ่อค้าคนนั้นมายังผมแล้ว  เขายังเอากระเช้าเครื่องกระป๋องผลไม้มาคารวะขอบคุณด้วย  รายละเอียดเรื่องนี้ให้สอบถามได้จากคุณปาฏิหาริย์ บุญสนอง อดีตพาณิชย์จังหวัดบุรีรัมย์ และมหาสารคาม  ปัจจุบันเกษียณแล้วได้

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

รักษาโรคด้วยภูมิปัญญาชาวบ้าน

มะแว้งกับเบาหวาน

กินมะแว้ง 1 เดือน  รักษาโรคเบาหวานประเภทที่สองหาย

ท่านอาจารย์สถิตย์  เสมานิล  นักหนังสือพิมพ์อาวุโสและกรรมการชำระพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน  พ.ศ. 2525  แต่ท่านอาจารย์หายสาบสูญไปตั้งแต่ปี 2524  เมื่ออายุ 83 ปี

ตอนที่ผมพบและรู้จักท่านอาจารย์นั้น   ผมเห็นท่านพกยาติดตัวไปกินหลังอาหาร 3 มื้อ  ขณะนั้นท่านอายุใกล้ 70 ปี  ท่านบอกว่าเป็นยารักษาโรคเบาหวานซึ่งป่วยมากว่า 20 ปีแล้ว   ต่อมาเมื่อผมสนิทคุ้นเคยกับท่านมากขึ้น  ทุกเช้าผมจะไปรอพบท่านที่คลินิกย่านสยามสแควร์  ท่านจะไปให้หมอหรือพยาบาลตรวจและฉีดอินซูลินให้   ท่านก็จะเดินงอพับแขนข้างที่ถูกฉีดยาเพื่อหนีบสำลีซับเลือด  ผมจึงช่วยถือของโดยมากก็พวกหนังสือและหนังสือพิมพ์อันเป็นอาชีพที่ท่านทำมาตั้งแต่อายุ 22 ปี  ขณะนั้นท่านอาจารย์ประจำการอยู่ที่หนังสือพิมพ์ ชาวไทย สี่แยกแม้นศรี

เช้าวันหนึ่ง  เมื่อท่านอาจารย์เสร็จธุระจากคลีนิก  เดินสวนทางกับชายหญิงวัยกลางคนท่าทางภูมิฐานคู่หนึ่ง  คาดว่าเป็นสามีภรรยา  ทั้งสองนี้พอเห็นก็ยกมือไหว้อย่างนอบน้อมบอกว่าเคยติดตามอ่านบทความและตามชมรายการภาษาหนังสือที่ท่านอาจารย์ไปเป็นวิทยากรเนืองๆ  ที่สุดก็สอบถามว่าอาจารย์ป่วยเป็นอะไรจึงได้มาหาหมอ?

พอรู้ว่าท่านอาจารย์ป่วยด้วยโรคเบาหวาน  ก็บอกว่า  “อาจารย์จะเชื่อหรือเปล่าก็ไม่รู้นะคะ  แต่คุณแม่ของเราซึ่งป่วยเป็นเบาหวานเหมือนอาจารย์นี่แหละ  ท่านได้ตำรามาจากไหนไม่ทราบ  คือ  ให้คนที่ป่วยกินมะแว้ง  วันละหนึ่งกำมือของตนเอง  ต้องกินติดต่อกันทุกวันเป็นเวลา 1 เดือน  ห้ามเว้น  …  ถ้าเว้นต้องเริ่มนับหนึ่งใหม่

วิธีกิน  จะกินอย่างไรก็ได้  เช่น  กินสดๆ  นึ่ง หรือลวกจิ้มน้ำพริก  หรือผัดกับหมู ไก่ กุ้ง ปลา ฯลฯ แล้วแต่ถนัด

เมื่อกินไปสัก 7 – 8 วัน  ให้ลองไปเจาะเลือดตรวจดูอัตราน้ำตาลในเลือด  ถ้าหากอัตราน้ำตาลลดลงแสดงว่าถูกโรค  ให้อดทนกินมะแว้งต่อไปทุกวันจนกว่าจะครบ 1 เดือน  แล้วจึงไปเจาะเลือดตรวจอีก  ถ้าอัตราน้ำตาลลดลง  แต่ยังไม่ถึงเกณฑ์หายป่วยก็กินต่อไป  แม้จะพบว่าอัตราน้ำตาลอยู่ในเกณฑ์หายป่วยก็จริง  ก็ควรกินมะแว้งคุมเชิงต่อไปอีกระยะหนึ่งจนแน่ใจว่าหายสนิท  จึงเลิกกินมะแว้ง”

ท่านอาจารย์สถิตย์เริ่มเตรียมการกินมะแว้งทันทีที่ลงจากรถเมล์  ตรงข้ามตลาดแม้นศรีก็เดินเข้าไปถามหาซื้อมะแว้งที่แม่ค้าขายผักหลายราย  ไม่มีใครเอามะแว้งมาขายสักรายเดียว  แต่แม่ค้ารายหนึ่งเมื่อทราบว่าท่านอาจารย์จะซื้อมะแว้งเป็นประจำจึงรับอาสาว่าจะสั่งชาวสวนหามะแว้งมาขายให้ทุกวันๆ ละ 1 พวง  เฉพาะวันเสาร์ 2  พวง  เพราะท่านอาจารย์ต้องตุนไว้กินในวันอาทิตย์

อีก 2 – 3  วันต่อมา  ท่านอาจารย์ก็เริ่มกินมะแว้ง  โดยนำไปล้างให้สะอาดแล้วเด็ดผลมะแว้งใส่ถ้วยไว้บนมุมโต๊ะ  คอยหยิบใส่ปากกินทีละ 3 – 4 เม็ด  จนกว่าจะหมดก็ราว 20 – 30 เม็ด  หนึ่งเดือนผ่านไป  ท่านอาจารย์บอกผมว่าต่อไปจะไม่พบกันที่คลินิกอีก  เพราะท่านหายจากโรคเบาหวานแล้ว   ยาจากคลินิกที่เคยกินวันละ 3 เวลาก็เลิกกิน  แต่ท่านอาจารย์คงกินมะแว้งต่อไปอีกเดือนเศษ  ที่สุดก็แน่ใจว่าหายขาดจากโรคเบาหวานจริงๆ  นอกจากไม่ต้องกินยาอีกแล้ว  สายตาก็กลับมาดีขึ้นจนเลิกสวมแว่นตาอีกด้วย  ท่านอาจารย์เคยปรารภว่าป่วยด้วยโรคเบาหวานมา 22 ปี  เสียเงินรักษาไปมากมายพอที่จะนำไปซื้อบ้านและที่ดินได้แห่งหนึ่งกับซื้อรถเก๋งขนาดกลางได้อีกคัน  แต่กลับหายป่วยด้วยการกินมะแว้ง  ที่ใช้เงินซื้อไม่ถึง 500 บาท

เมื่อหายสนิทจริงแล้ว  ท่านอาจารย์ได้ถวายสังฆทานด้วยกล้วยน้ำว้า 1 หวีกับน้ำสะอาด 1 ขวด  อุทิศส่วนกุศลแก่ผู้คิดค้นพบตำรายานี้

ปลายปี 2526  ผมย้ายเข้ามารับราชการในกรุงเทพฯ  ครอบครัวของเราเช่าบ้านอยู่ย่านเชิงสะพานสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าฯ  ด้านฝั่งธนบุรี   เหตุผลที่เราอยู่ย่านนั้นเพราะใกล้ที่ทำงานและที่เล่าเรียนของลูกๆ  อีกประการหนึ่ง  คุณยุวดีน้องสะใภ้ของผมรับอาสาทำอาหารส่งปิ่นโตให้   เธอทำกับข้าวอร่อยรับรองคุณภาพได้  เพราะคนในครอบครัวของเธออ้วนท้วนเกือบทุกคน  เว้นแต่ลูกสาวคนเดียว

ความอ้วนท้วนของคนไม่ใช่เครื่องรับรองสุขภาพ  จึงไม่แปลกที่น้องสะใภ้ของผมจะมีโรคที่น่ากลัวอยู่หลายประเภท  เช่น  ความดันโลหิตสูง  และโรคเบาหวาน   ผมจึงแนะนำเธอให้ลองกินมะแว้งแก้เบาหวานตามวิธีที่ท่านอาจารย์สถิตย์ เสมานิลเคยกินได้ผลมาก่อน  เธอก็หาซื้อมะแว้งจากตลาดวงเวียนใหญ่มากินตามที่ผมแนะนำ  ไม่กี่สัปดาห์  เธอไปหาหมอประจำที่โรงพยาบาลแห่งหนึ่งและขอให้เจาะเลือดตรวจหาน้ำตาลในเลือด  ครั้นผลการตรวจออกมา  ปรากฏว่าอัตราน้ำตาลลดลงมากจากที่เคยสูง 300 เศษ  เหลือไม่ถึง 200  เธอกินมะแว้งเรื่อยมาจนอัตราน้ำตาลอยู่ระดับ 100 เศษๆ  ทุกวันนี้เธอไม่ต้องกินยาหรือไปหาหมอรักษาโรคเบาหวานแล้ว   เพียงแต่นานๆ ครั้งสักเดือนครึ่ง  ก็ซื้อมะแว้งมากินครั้ง  เธอใช้วิธีเคี้ยวๆ กลืนกิน  เธอเก่งมาที่เคี้ยวมะแว้งที่ทั้งขม  ทั้งเฝื่อน  กินได้ง่ายๆ  เธอบอกว่าตอนเคี้ยวอาจขมและเฝื่อนจริง  แต่เมื่อกลืนผ่านลำคอลงไปแล้วทำให้คอโล่งหวานลื่น  แก้ไอแก้เจ็บคอดีมากๆ

ส่วนความดันโลหิตสูงนั้น  เมื่อเธอไปเข้าฝึกรำมวยจีนแล้วไม่กี่เดือน  น้ำหนักลดลงราว 20 กิโลกรัม   ความดันโลหิตลดลงมากจนไม่เกิดอาการปวดหัวบ่อยๆ อย่างก่อนๆ แล้วครับ   ช่วงปี 2540 – 2542  ผมรับราชการที่กรมทะเบียนการค้า  คุณพี่มานิต จิตตะสิริ  เพื่อนข้าราชการอาวุโสอายุ 70 เศษ  ซึ่งรู้จักชอบพอกับผมมานานปีมักแวะเยี่ยมเยือนเนืองๆ เดือนละ 1 – 2 หน  ผมทราบดีว่าคุณพี่มานิตเคยเป็นครูฝึกและหัวหน้าค่ายมวย “เกียรติเมืองยม”  ที่โด่งดังเมื่อ 30 – 40 ปี  มีลูกศิษย์เป็นยอดมวยชื่อดังฝีมือดี  เช่น  สมเกียรติและรักเกียรติ เกียรติเมืองยม  เป็นต้น  ถึงจะอายุมากและเลิกค่ายมวยไปนับสิบปี  แต่รูปร่างของคุณพี่มานิตยังดูแข็งแรงเหมือนตอนหนุ่มๆ  แต่พอผมปรารภเป็นเชิงถามว่า

“พี่แข็งแรงอย่างนี้  ไม่มีโรคอะไรเลยใช่ไหม?”

“นอกจากเบาหวานแล้ว  โรคอื่นไม่มี”

ผมจึงแนะนำให้คุณพี่มานิตลองกินมะแว้งแก้โรคเบาหวานตามวิธีที่ท่านอาจารย์สถิตย์  เสมานิลเคยกินจนโรคนี้หายเด็ดขาดมาแล้ว  คุณพี่มานิตหายหน้าไปหลายเดือน  จนวันหนึ่งคุณวิภาดา  ภรรยาซึ่งยังรับราชการราชการแต่อยู่ในส่วนภูมิภาค  แวะมาราชการที่กรม และผมพบเธอจึงถามหาคุณพี่มานิตสามีของเธอว่า  หายหน้าไปไหน?  เธอหัวเราะแล้วตอบว่า  “พี่มานิตกินมะแว้งไม่ได้  คายทิ้งหมด  บอกว่าขมเหลือเกินจึงอายท่านรองฯ  ไม่กล้ามาหากลัวถูกถาม”

ผมทั้งขำทั้งนึกนิยมคุณธรรมน้ำใจลูกผู้ชายของคุณพี่มานิต  จึงบอกฝากภรรยาไปว่า  ถ้ากินขมไม่ได้ก็อย่าเคี้ยว  ให้ใช้วิธีกลืนกินแบบกินยาลูกกลอนครั้งละ 3 – 4 เม็ด  เอาน้ำกรอกกลั้วคอให้กลืนสะดวกๆ ดีกว่าเกือบสองเดือนต่อมา  คุณพี่มานิตยิ้มเผล่มาหาผมในเช้าวันหนึ่ง  บอกว่าหมอที่เคยตรวจรักษาโรคเบาหวานยืนยันว่า  คุณพี่มานิตหายจากโรคเบาหวานแล้วจึงมาขอบคุณผม  ผมบอกให้ไปทำสังฆทานกล้วยน้ำว้า 1 หวี กับน้ำดื่ม 1 ขวดเช่นเคยครับ

เมื่อหลายปีมาแล้ว  ผมได้รับเชิญให้ไปจุดไฟฌาปนกิจศพบิดาของผู้ร่วมงานที่เมรุวัดเสมียนนารี  เมื่อเสร็จภารกิจผมรู้สึกหิวและเห็นว่าการจราจรกำลังติดขัด  จึงชวนพรรคพวกแวะร้านขายก๋วยเตี๋ยวแถวข้างวัด  ขณะเราอยู่ในร้าน  ผมปรารภว่าถ้าผมรู้ก่อนว่าผู้ตายป่ายด้วยโรคเบาหวานละก็  คงจะแนะนำให้ลองกินมะแว้งแก้โรคเบาหวาน  แล้วผมก็อธิบายวิธีกินให้ฟัง  มีคนสนใจเพราะญาติใกล้ชิดของเขากำลังป่วยด้วยโรคนี้  ผมจึงควักคำแนะนำการกินมะแว้งที่จัดพิมพ์ไว้มาให้  คนขายก๋วยเตี๋วขอยืมไปถ่ายเอกสารไว้ด้วย

ต้นปี 2544  ผมได้รับโทรศัพท์จากคุณป้าท่านหนึ่งซึ่งผมไม่เคยรู้จักตัว  ท่านแนะนำตนเองว่าชื่อ “ป้าบุญมา” บ้านอยู่แถวพระโขนง – อ่อนนุช  มีลูกสาวเป็นอาจารย์ที่มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์  คุณป้าเล่าว่าได้ไปปฏิบัติธรรมที่วัดเสมียนนารี  และได้รับคำแนะนำการกินมะแว้งแก้โรคเบาหวานจากเจ้าของร้านขายก๋วยเตี๋ยว  คุณป้าจึงซื้อมะแว้งมา 1 กิโลกรัม  แต่มีปัญหาจึงโทรศัพท์มาปรึกษา   ปัญหาของคุณป้าก็คือเคี้ยวกินมะแว้งไม่ได้เพราะเหลือแต่ฟันหน้า  ฟันเคี้ยวฟันกรามอำลาไปหลายปีแล้ว  ผมแนะนำให้กลืนสดๆ แบบคุณพี่มานิต   คุณป้าบุญมาร้องอ้อๆ  แต่อีก 3 วันต่อมา  คุณป้าโทรศัพท์มาหาผมแต่เช้า  ปรับทุกข์ว่าป้ากลืนกินมะแว้งสดๆ แล้วแต่มันก็ถ่ายออกมาเกือบสดๆ เป็นเม็ดๆ หมดเลย  ผมจึงแนะนำใหม่ให้ใช้วิธีนึ่งมะแว้งพอสุกแล้วค่อยกิน

อีกครึ่งเดือนคุณป้าบุญมาก็แจ้งข่าวดีว่าอัตราน้ำตาลในเลือดของคุณป้าได้ลดลงจาก 300 เศษเหลือไม่ถึง 200 แล้ว  ผมก็แสดงความยินดีและแนะนำว่า  เมื่อมาถูกทางแล้วก็ให้กินต่อไปจนกว่าจะหายครับ  ผ่านไปอีกเดือนเศษคุณป้าบุญมาโทรศัพท์มาด้วยเสียงอ่อยๆ ปรับทุกข์ว่าน้ำตาลในเลือดของป้าลงมาเหลือร้อยหนึ่งแล้วนะ  ทำไมวันนี้มันกลับขึ้นไป 300 ล่ะ?  โธ่!  ผมจะไปรู้เหรอะ

แต่ผมไม่ได้พูดอย่างที่นึกในใจนี่หรอกนะ  การทำงานสังคมสงเคราะห์ต้องใจเย็นๆ ซีครับ  ผมจึงตอบว่า  “คุณป้า  ผมไม่ใช่หมอนะครับ  คุณป้าไปหาหมอให้ท่านตรวจหาสาเหตุดีกว่า  คุณป้ากินอะไรผิดสำแดงรึเปล่าล่ะครับ?”   คุณป้านึกสักพักก็รำพึงดังๆ ว่า  “ป้ากินข้าวหลามจิ้มนมข้นไป”

ผมจึงฝากข้อพึงคิดคำนึงว่า  มะแว้งไม่ใช่ยาเทวดา  ดังนั้น  เมื่อกินมะแว้งจนน้ำตาลในเลือดลดลงอยู่ในอัตราปกติที่ถือว่าหายป่วยจากโรคเบาหวานแล้วก็ตาม  แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าเราจะกลายเป็น “ผู้วิเศษ” ที่จะกินของแสลงโรคใดๆ อะไรอีกก็ได้  ยิ่งคนที่มีประวัติการเจ็บป่วยเรื้อรังมาก่อน  เปรียบเสมือนวัตถุที่เคยแตกร้าว  เราปะติดกลับมาใช้จะให้มีสภาพแข็งแกร่งเหมือนของที่ไม่เคยแตกร้าวย่อมไม่ได้  

เมื่อ 4 – 5 ปีก่อน  ผมเคยเล่าเรื่องการกินมะแว้งรักษาโรคเบาหวานหายตามที่คุณพี่มานิต จิตตะสิริ  กินได้ผลนั้นให้เพื่อนพ่อค้าที่ย่านเซียงกง  ถนนบรรทัดทองฟัง  แต่ไม่ใคร่มีใครสนใจ  มิหนำซ้ำยังมีผู้ไปซื้อมะเขือพวงจากตลาดสดมากิน  เพราะผู้ซื้อและผู้ขายต่างไม่รู้จักมะแว้ง   แต่เมื่อต้นปี 2544  คุณนพดล (เอี่ยม) เจริญพจน์วัจนะ  เสี่ยทายาท “เต็กเฮงล้ง”  โทรศัพท์ถึงผมว่า  “คุณเตี่ย” ของเขามีอาการเบาหวานกำเริบถึงขนาดเมื่อออกไปกลางแดดแล้วกลับเข้ามาในร้านจะมีอาการตามืดมองไม่เห็นอะไรอยู่พักใหญ่  จึงอยากจะลองกินมะแว้งตามที่ผมเคยแนะนำเมื่อหลายปีก่อน

ผมคบหาเสี่ยเอี่ยมมาหลายปีจึงรีบไปหาซื้อมะแว้งที่ตลาด อ.ต.ก.  ซึ่งมีคุณป้าคนหนึ่งอยู่จังหวัดนครปฐมนำมาขายเฉพาะวันหยุดเสาร์อาทิตย์  ซื้อทีละ 5 – 6 กิโลกรัม  ได้มะแว้งมามากพอสำหรับคนป่วยเบาหวาน 6 – 7 คนกินได้ 1 สัปดาห์   ดังนั้น  นอกจากผมจะนำไปให้เสี่ยเอี่ยม 1 กิโลกรัมแล้ว  ที่เหลือผมจึงมอบให้เสี่ยเม้ง คุณอัครพงศ์ อัครเกษมพร  กรรมการศาลเจ้าแม่ทับทิม  สะพานเหลืองปทุมวัน  นำไปแจกจ่ายเพื่อนพ่อค้าในย่านนั้นซึ่งป่วยเป็นโรคเบาหวานอีก 6 – 7 คนด้วย

ผมจัดหาและส่งมะแว้งให้ไปเดือนเศษ   ได้รับแจ้งข่าวดีว่าแต่ละคนได้ผลดีมีอัตรานำ้ตาลในเลือดลดลงตามลำดับ  บางคนเคยมีอัตราน้ำตาลสูงถึง 346  หลังกินมะแว้ง 2 สัปดาห์  อัตราน้ำตาลลดลงเหลือราว 200 กว่านิดหน่อย  กินมะแว้งครบเดือน  อัตราน้ำตาลเหลือต่ำกว่า 200   ผมส่งมะแว้งให้ทุกสัปดาห์ราว 2 เดือน  ถ้าผู้ป่วยกินมะแว้งตามปริมาณกำหนดติดต่อกันทุกวันก็ควรหายป่วยได้เช่นเดียวกับท่านอาจารย์สถิตย์ เสมานิล  ผมมีภารกิจสำคัญต้องไปอเมริการ่วมเดือน  กลับมามีงานรออยู่มากมาย  ไม่ได้ใส่ใจถามเรื่องนี้

วันหนึ่งเมื่อผมถามเสี่ยเม้ง  เขากลับบอกผมว่า  “ท่านรองฯ ช่วยเขียนเรื่องยาจำพวกนี้ให้ด้วย  ผมจะหาคนใจบุญช่วยจัดพิมพ์เผยแพร่  จะได้ช่วยเหลือคนให้หายเจ็บป่วยด้วยเงินทองไม่กี่บาท”  นี่ไงครับ  ที่ผมกำลังปั่นต้นฉบับอยู่นี่แหละครับ  ประสบการณ์ตรงจากชีวิตของผมจริงๆ

หมายเหตุ

ช่วงที่ท่านอาจารย์สถิตย์ กินมะแว้งรักษาโรคเบาหวานอยู่นั้น  ผมสังเกตเห็นว่าท่านอาจารย์กินอาหารเปลี่ยนสูตรไปบ้าง  กล่าวคือ  ปกติท่านจะกินข้าวสวยมื้อละประมาณจานครึ่ง  อาจถึง 2 จานเมื่อมีกับข้าวถูกใจ  ช่วงนี้ท่านสั่งผมตักข้าวเพียงครึ่งจานแม้มีกับที่ท่านโปรดปรานก็เพิ่มเป็นข้าวค่อยจานไม่เติมอีก  อาจารย์สถิตย์กินกับข้าวเปลืองขึ้น  บางทีถึงกับกินไก่ตอนสับเปล่าๆ  จิ้มเต้าเจี้ยวที่ร้านข้าวมันไก่  สลัดผักก็ชอบเป็นพิเศษ  ผลไม้ที่กินประจำคือกล้วยน้ำว้า

ผมเพิ่งนึกขึ้นได้เมื่อสิ้นบุญอาจารย์แล้วว่า  การกินข้าวลดปริมาณลง  เท่ากับลดแป้งในอาหาร  แป้งที่จะแปรเป็นน้ำตาลเข้าสู่ร่างกายก็ลดลงด้วย  ดังนั้นท่านอาจารย์สถิตย์ เสมานิล จึงหายจากโรคเบาหวานได้รวดเร็วและเด็ดขาด  ทั้งกินมะแว้งทุกวันติดต่อกัน 2 เดือนเศษๆ  ช่วงแรกๆ ยังกินยาหมออยู่ก่อน

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

รักษาโรคด้วยภูมิปัญญาชาวบ้าน

น้ำตาลแดงรักษาอาการเจ็บ

(มหัศจรรย์น้ำตาลแดงรักษาอาการเจ็บบวม  คออักเสบจากการใช้เสียงมาก)

ตอนผมเรียนอยู่ระดับประถม  ผมตามพ่อแม่ข้ามฟากแม่น้ำวังมาอยู่ย่านตลาดสด  โดยร้านค้าของครอบครัวอยู่หน้าตลาด  มีร้านค้าชาวจีนเรียงรายอยู่เต็มยาวไปทั้งฝั่งถนนรอบตลาดและฝั่งหน้าตลาดตรงข้ามตลาดสด   เพื่อนเล่นของผมในสมัยนั้นส่วนใหญ่เป็นลูกจีนที่ค้าขายอยู่ย่านนั้นทั้งสิ้น  ที่จริงผมเรียนโรงเรียนไทย คือสอนภาษาไทยเท่านั้น  เพราะแม่ผมไทยแท้  แต่เพื่อนเล่นของผมทั้งหมดเป็นลูกจีน  จึงเข้าเรียนที่โรงเรียนกงลิยิหวา  เรียนภาษาจีนท่อง “เสี่ยวๆ มาว เสี่ยวมาวเจี้ยว”  เรียนทั้งภาษาจีนและภาษาไทยควบคู่กัน   อีกทั้งบังคับว่านักเรียนจะเลื่อนชั้นได้ต้องสอบผ่านทั้งสองภาษา  ผมไม่กล้าเข้าเรียน

แต่ถึงจะเรียนต่างโรงเรียนต่างหลักสูตร  เลิกเรียนแล้วเราก็มาเล่นซนกัน  แล้วแต่จะหาเรื่องอะไรมาเล่น  บางครั้งเราไปวิ่งเล่นตามแผงลอยถาวรในตลาดสด  ซึ่งตอนเย็นๆ ไม่มีลูกค้าแล้ว  พ่อค้าแม่ค้าก็จะเก็บสินค้าไว้หมด  เหลือแผงลอยซึ่งสร้างด้วยกระดานไม้เนื้อแข็งอย่างดี  ยกพื้นสูงราว 75 เซนติเมตร  กว้างเมตรครึ่ง  ยาวติดต่อกันเป็นช่วง  ช่วงละประมาณ 20 เมตร

ปกติประตูตลาดสดจะปิด 6 โมงเย็นหรือเมื่อเริ่มมืดค่ำ  พวกเรารู้เวลาจึงจะเลิกเล่นและกลับออกจากตลาดสดไปก่อนแขกยามจะปิดประตูตลาด  ซึ่งเรารู้ข้อมูลว่าตามธรรมเนียมแขกยามจะปิดประตูใดก่อนหลังในทั้งสี่ประตู  เพื่อว่าอย่างช้าที่สุดเราจะออกทางประตูด้านไหนที่ปิดหลังสุด   ก่อนหน้านี้แม้เราจะรู้ว่าตลาดสดแห่งนั้นมีแขกยาม  แต่เราก็ไม่เคยถูกไล่ออกจากตลาดสดเพราะเราจะออกไปก่อนปิดประตู  กระทั่งค่ำวันหนึ่ง  พวกเราเล่นซ่อนหากันสนุกมาก  ยิ่งมืดค่ำยิ่งมันมากขึ้นจนกระทั่งประตูตลาดสดทั้งสี่ด้านปิดหมดโดยเราไม่รู้ตัว  พอมีแขกยามมาไล่  พวกเราเพิ่งเคยเห็นตัวจริงของแขกยามซึ่งร่างอ้วนพุงโตสูงใหญ่ไว้หนวดเฟิ้มถือไม้กระบองหัวโลหะยาวสักเมตรเศษ  สมัยนั้นหนังอินเดียชุดรามเกียรติ์เพิ่งเข้ามาฉายและพวกเราได้ดูหนังเรื่องนี้ทุกคน  พวกเราบางคนที่ขวัญอ่อนพอเห็นแขกร่างยักษ์ถือไม้กระบองย่างเข้ามาถึงกับร้อง “เฮ้ย! ทศกัณฐ์มาแล้วโว้ย!”  เราต่างพากันวิ่งไปจะออกประตู  แต่วิ่งไปด้านไหนประตูก็ปิดหมด  จึงพากันวิ่งวนกรูไปประตูด้านโน้นด้านนี้แขกยามคงจะเข้าใจผิดว่าพวกเราดื้อดึงไม่ยอมออกจากตลาด  อีกทั้งแขกยามตัวโตอุ้ยอ้ายวิ่งไล่จับพวกเราซึ่งวิ่งเก่งหลบไปหลบมานั้นไม่ทัน  จึงชักโมโห  เหวี่ยงกระบองเลียดผิวแผงลอยเข้าใส่ข้อเท้าของเพื่อนผม 2 – 3 คน ที่ขึ้นไปวิ่งอยู่บนแผงลอย   เจตนาคงขู่ขวัญไล่มากกว่าตั้งใจทำร้าย  เผอิญคนที่อยู่ด้านหน้าเห็นก่อนจึงกระโดดหลบทัน  แต่คนหลังหลบไม่ทัน  กระบองจึงกระดอนมาโดนเหนือตาตุ่มถึงทรุดลงไปร้องโอ๊ย!  พอได้ยินเพื่อนอยู่ข้างๆ  ก็รีบดึงแขนประคองวิ่งหนีไปทั้งกลุ่ม  ถึงคราวคับขันเพื่อนคนหนึ่งจึงพาวิ่งไปที่ร้านค้าซึ่งเป็นตึกแถวเปิดประตูได้ 2 ด้าน ด้านหนึ่งทางตลาดสด  อีกด้านเปิดออกทางถนน  จำได้ว่าชื่อร้าน “สินสมบูรณ์”  ลูกสาวเจ้าของร้านคนหนึ่งชื่อ คุณธิดา (สินสมบูรณ์) เรียนจบคณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี  มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

เพื่อนคนหนึ่งเป็นญาติๆ กับทางร้านจึงให้พวกเราวิ่งผ่านออกจากตลาดสดไปได้สะดวก  แต่เพื่อนที่บาดเจ็บนั้น  ผมกับเพื่อนอีกคนต้องประคองไปส่งบ้าน  ตลอดทางเจ้าหมอนี้ไม่ร้องสักแอะ  แต่พอกลับไปถึงบ้านอาม่าถามว่าเป็นอะไรเท่านั้นแหละ  มันร้องไห้โฮๆ จนพ่อแม่และพี่ๆ พากันตกใจมาล้อมวงฟังเหตุการณ์   อาม่าตรวจดูแล้วกระดูไม่หักหรือร้าว   เพียงแต่เหนือตาตุ่มบวมแดงขนาดเท่าผลมะนาวเริ่มนูนออกมาอันเป็นผลงานของหัวกระบอง  พวกเราที่ไปส่งเพื่อนเห็นว่าเขาปลอดภัยแล้วก็รีบกลับบ้านกัน

สามวันต่อมา  เจ้าหมอที่บาดเจ็บนี้ก็มาชวนพวกเราไปวิ่งเล่นในตลาดสดอีก  แต่พวกเรายังอกสั่นขวัญหายต่อฤทธิ์ของกระบอง  แขกยามจึงไม่เห็นด้วย  ทั้งยังแปลกใจที่เพื่อนผู้เคยลิ้มรสกระบองแล้ว  ทำไมจึงกล้าชวนพวกเราไปเสี่ยงอีก  ผมถามว่า “ขาของแกยังเจ็บอยู่ไม่ใช่หรือ?”

เพื่อนงอแข็งขึ้นและเอานิ้วจิ้มตรงบริเวณเหนือตาตุ่มที่เคยบาดเจ็บปากก็บอกว่า  “หายแล้ว  นี่ไงไม่บวมไม่ช้ำไม่เจ็บแล้ว”

อืม …. จริงแฮะ  เหนือตาตุ่มที่เคยเห็นบวมแดงนูนขึ้นมาเมื่อค่ำวานซืนนี้  บัดนี้ยุบหายเรียบเหลือเพียงรอยแดงจางๆ  ถ้าไม่รู้มาก่อนก็ไม่สังเกตเห็นได้  พวกเราถามว่า  “แกทำยังไงวะ  หายบวมหายช้ำเร็วเชียว?”  เพื่อนเล่าว่า  อาม่าเอาน้ำตาลแดง (โอวทึ้ง) ซึ่งจะมีประจำบ้านของเขาอยู่เสมอ  มาชงน้ำร้อนครึ่งชามต่อน้ำตาล 3 ช้อนโต๊ะ  ให้ผู้บาดเจ็บดื่มขณะยังร้อนหรืออุ่นจัด  แล้วเข้านอนห่มผ้าให้เหงื่อออก

brown sugar ให้ชงกินแบบนี้บ่อยๆ  2 – 3 ชั่วโมง/ ครั้ง  ภายใน 2 วัน  อาการฟกช้ำบวมตามร่างกายจะหายไป  ข้อห้ามคือหลังบาดเจ็บอย่าเพิ่งอาบน้ำ

วิทยายุทธของอาม่านี้เป็นภูมิปัญญาของชาวจีนที่ผมได้อาศัยอยู่ในสมัยเป็นเด็กซน  พอโตขึ้นก็ไม่ต้องใช้แล้วเพราะผมเป็นคนดีสุภาพเรียบร้อยเป็นหนอนหนังสือ   ไม่มีแผลฟกช้ำดำเขียวที่เกิดจากความซนหรือจากการชกต่อยกันอีก  ทั้งน้ำตาลแดงก็หาซื้อยากขึ้นๆ  ปัจจุบันนี้มีน้ำตาลจากธัญพืชบรรจุถุงขายตามห้างสรรพสินค้า  ผมไม่แน่ใจว่าคุณสมบัติเหมือนน้ำตาลแดง (โอวทึ้ง) แต่ดั้งเดิมรึเปล่านะครับ

เมื่อผมเข้าเรียนปีที่หนึ่งที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์เมื่อปี 2506   รุ่นพี่มาคุมพวกปีหนึ่งไปหัดร้องเพลงเชียร์  ยิ่งใกล้วันแข่งฟุตบอลประเพณีพวกกองเชียร์ก็ยิ่งถูกเคี่ยวหนักขึ้นๆ  พอเสร็จงานฟุตบอลประเพณี  พวกกองเชียร์อย่างผมก็มีอาการคออักเสบเจ็บบวม  เสียงแหบเหมือนเป็ดตัวผู้แก่ๆ ไปตามๆ กัน  เผอิญผมโชคดีที่รุ่งเช้าพี่สาวคือ “หุ่ยเจ้” มาเห็นอาการของผม  ก็ให้ผมไปซื้อโอวทึ้งครึ่งกิโลกรัมจากร้านเอี๊ยะเซ้งกงสี  ถนนเจริญกรุงใกล้ๆ วัดมังกรกมลาวาส (เล่งเน่ยยี่)   พี่สาวเอาน้ำร้อนชงน้ำตาลแดง 3 ช้อนโต๊ะ  น้ำครึ่งชามตราไก่  จนน้ำตาลละลายดีแล้ว  จึงบีบน้ำมะนาวลงไป 3 ผล  คนๆ แล้วจิบดื่มจนหมด  พี่สาวสั่งให้ทำแบบที่สอนนี้ดื่มบ่อยๆ  2 – 3 ชั่วโมง/ ครั้ง ตลอดวันอาทิตย์  ครั้นรุ่งขึ้นไปเข้าห้องเรียน  ได้ยินเพื่อนๆ พูดเสียงแหบเสน่ห์ทั้งห้อง

คนเสียงปกติอย่างผมจึงถูกเพื่อนๆ แกล้งไล่เบี้ยว่าแอบหนีไปไม่ร้องเพลงเชียร์ใช่ไหมล่ะ?   เพื่อนๆ สนิทในกลุ่มยืนยันว่านอกจากผมจะร้องเพลงเชียร์ตลอดแล้ว  เมื่อออกจากสนามกีฬายังเที่ยวไปท้าทายชาวสามย่านจุฬาฯ “วี้ด บึ้ม! ประชันกันด้วยแน่ะ

แม้ผมจะมีตำรายาดีดังกล่าว  แต่ผมก็ไม่ชอบใช้กำลัง  ดังนั้นปีต่อๆ มาจึงไปทำงานชุมนุมวรรณศิลป์  และไปช่วยงานด้านการคิดถ้อยคำสำหรับ “แปรอักษร”  ให้ฝ่ายอำนวยการกองเชียร์  ทำให้ได้รสสนุกและประสบการณ์อีกด้านหนึ่ง

ปี 2541  เกิดเหตุการณ์ “ไอ.เอ็ม.เอฟ. ยึดเมืองไทย”  ผมเคยไปร่วมพิธีบริจาคแจกข้าวสารของศาลเจ้าแม่ทับทิม สะพานเหลือง  เพื่อช่วยเหลือชาวบ้านทั่วไปที่ประสบภัยเศรษฐกิจ   คุณอัครพงศ์ “เสี่ยเม้ง” อัครเกษมพร  กรรมการฯ  ทำหน้าที่โฆษก  ถือโทรโข่งตะโกนชี้แจงกติกาการจัดระเบียบให้ผู้รับบริจาคซึ่งมีจำนวนร่วมหมื่นคน  นั่งอยู่เต็มพรืดรอบอัฒจันทร์ของสนามฟุตบอลของจุฬาลงกรณ์ฯ  สามย่าน   คุณอัครพงศ์ต้องทำงานหนัก  ปากพูดอยู่ตลอดเวลาเพื่อไม่ให้เกิดเหตุการณ์วุ่นวายขึ้นได้   เพราะก่อนหน้านี้ไม่กี่ปีเคยมีการบริจาคสิ่งของแก่ประชาชน  ณ  เทวสถานแห่งหนึ่งย่านฝั่งธนบุรี   ผู้จัดงานกำกับดูแลอย่างไรไม่ทราบ  เกิดรวนกันจนเป็นจลาจลคนเหยียบกันตายนับสิบ  บาดเจ็บอีกหลายสิบคน

คณะกรรมการศาลเจ้าแม่ทับทิม  สะพานเหลืองเลือกใช้สถานที่กว้างขวางเหมาะสม  กำหนดขั้นตอนเป็นระเบียบเรียบร้อย   เสี่ยเม้งตัวโต  กำกับบทได้อย่างดี   รุ่งขึ้นเสี่ยเม้งไปประชุมที่กระทรวงพาณิชย์  ก่อนประชุมแวะเอาเสียงแหบเสน่ห์ไปขอบคุณผมที่ไปร่วมงานแจกข้าวสาร

ผมจึงเขียนวิธีชงน้ำตาลแดงกับน้ำมะนาวให้เขาลองใช้รักษากล่องเสียงด้วย  รุ่งขึ้นผมโทรศัพท์ไปถามข่าว  ก็ได้ยินเสียงเกือบปกติแล้ว   เสี่ยเม้ง  บอกว่าตำราที่ผมบอกให้  ใช้ได้ผลและประหยัดเงินกว่ายาทุกชนิด  รุ่งขึ้นอีกวันเขาก็หายเป็นปกติ

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

รักษาโรคด้วยภูมิปัญญาชาวบ้าน

แก้ต่อมลูกหมากโต

ผักบุ้งต้มผสมน้ำผึ้งแก้ต่อมลูกหมากโต

“จงอย่าฝากชีวิตไว้กับหมอและยา  เพราะหมอก็ไม่ใช่เทวดาหรือผู้สัพพัญญู  และยาก็ย่อมจะมีทั้งคุณและโทษ  ควรพึ่งตนเองด้วยโยนิโสมนสิการก่อนที่จะคิดพึ่งหมอและยาเถิด”  “ธรรมรักษา” โรเนียวแทรกในหนังสือของภิกษุพระยานรรัตน์ราชมานิต

ตั้งแต่ประมาณอายุ 50 ปีมาแล้วที่ผมรู้สึกปลงสังขารว่าเสื่อมลงไปมาก  นอกจากโรคภูมิแพ้  หอบหืดที่เรื้อรังมาแต่เด็กจนแก่และนอนกรนทั้งหลายนี้  คือกลุ่มโรคทางเดินหายใจซึ่งถ้ากำเริบมากหรือกำเริบกระทันหันไปถึงหมอไม่ทัน  ก็มีคนตายได้ง่ายๆ กว่าเป็นมะเร็งด้วย

ก่อนผมอายุ 50 ปีไม่กี่เดือน  ผมได้เข้าตรวจโรคที่โรงพยาบาลราชวิถีโดยไม่ตั้งใจเพราะผมคิดว่าตัวเองไม่เป็นอะไรมาก  ก็ผมขับรถผ่านโรงพยาบาลเพื่อพาภรรยาไปเข้าประชุมที่สำนักงานคณะกรรมการวัฒนธรรมแห่งชาติที่ถนนรัชดาภิเษก  แต่เมื่อผ่านมาใกล้โรงพยาบาลภรรยาของผมก็เกลี้ยกล่อมให้ผมแวะเข้าไปให้หมอตรวจสุขภาพ  เธอติดต่อกับเจ้าหน้าที่ไว้แล้ว

เมื่อถึงขนาดนี้แล้วขืนผมไม่ลงไปหาหมอละก็  ต้องโดยคุณครูจงจิต(ภรรยา) ทำโทษไม่รู้ด้วยนะ  เธอต่อแท็กซี่ไปประชุมเอง  ให้ผมไปพบพยาบาลตามที่นัดไว้ให้  ผมขับรถวนไปวนมากว่าจะหาที่จอดได้  พอเข้าห้องตรวจวัดความดันโลหิตจึงขึ้น 220 (ตัวบน)  90 (ตัวล่าง)  หัวใจเต้น 82 ครั้ง/นาที

คุณหมอเห็นเกณฑ์ความดันของผมก็สั่งจัดเตียงในห้องฉุกเฉินในผมนอนราบนิ่งๆ ทันที  หมอบ่นว่าความดันสูงขนาดนี้ทำไมเพิ่งมา  สูงขนาดนี้เส้นเลือดพร้อมจะแตกได้ทุกเวลานะนี่

ผมนอนนานชั่วโมงเศษ  ชักเคลิ้มๆ แต่พอเที่ยงวันเศษก็เริ่มหิวไม่เห็นมีเจ้าหน้าที่เฝ้า  ผมจึงย่องไปกินข้าวที่โรงอาหารแล้วกลับมานอนต่อจนผู้ปกครองมาเจรจากับหมอขอรับคนขับรถ(กิตติมศักดิ์) กลับไปทำหน้าที่ก่อน  สัญญาว่าเมื่อได้จัดเตรียมการดีแล้วจะส่งมานอนประจำที่โรงพยาบาลให้ตรวจเต็มที่สัก 7 – 10 วัน  คุณหมอก็ดีใจหาย  ติดต่อขอจองห้องให้ได้เป็นห้องรวม 6 เตียง  ไม่มีเครื่องปรับอากาศ

ราวต้นมกราคม 2534  ผมจึงไปนอนโรงพยาบาลเป็นครั้งที่ 2 ในชีวิต  ผลการตรวจละเอียดพบว่าผมป่วยเป็นลิ้นหัวใจรั่ว  ภายหลังพบอีกว่าเส้นเลือดใหญ่กล้ามเนื้อหัวใจตีบอีก 2 เส้น  สังขารที่เสื่อมและมีโรคร้ายแรงที่อยู่ในอันดับแรกๆ ของโรคที่มีคนตายมาก  ทำให้ผมไม่ได้คิดถึงเรื่องต่อมลูกหมากเสื่อมเลย  ทั้งๆ ที่ตลอดเวลาราว 10 ปี  ผมมีอาการกลั้นปัสสาวะไม่ได้นาน  สัก  2 – 3 ชั่วโมงก็ต้องไปปลดทุกข์  กลางคืนก็ลำบากที่ต้องฝันร้ายบ่อยๆ  เพื่อจะได้ตื่นไปปัสสาวะ  ถ้าอากาศหนาวเย็นก็ปัสสาวะบ่อยครั้ง  นอกจากนั้นแรงปัสสาวะก็ลดลงจนเวลาปฏิบัติการต้องยืนชิดๆ โถ  เพื่อไม่ให้น้ำปัสสาวะหกลงพื้น  ไม่เพียงปัสสาวะไม่ค่อยออก  ครั้นยืนปัสสาวะอยู่นานจนไม่มีน้ำหยดออกมาแล้วก็ตาม  พอรูดซิปเสร็จก็ยังรู้สึกว่าปัสสาวะยังไม่เสร็จ

ปัญหาอาการ “ต่อมลูกหมากเสื่อม” นี้ผมเป็นมาตั้ง 10 ปีแล้ว  แต่เพราะผมป่วยด้วยโรคร้ายแรงกว่าอีก 2 – 3 โรค  จนเคยเป็นอัมพฤกษ์ถึง 42 วัน  เมื่อปลายปี 2538 มาแล้ว  ครั้นเดือนเมษายน 2542  ผมได้พบกับปาฏิหาริย์จากการฝึกพลังลมปราณ  เมื่อผมฝึกฯ ทุกวันวันละครั้ง  ทำให้สุขภาพของผมฟื้นฟูแข็งแรงจนโรคเรื้อรังทั้งหลายหายหมด  คือ  ภูมิแพ้  หวัด  ไข้หวัด  หอบหืด  นอนกรน  คงเหลือแต่ลิ้นหัวใจรั่ว  ซึ่งนายแพทย์พูลชัย จิตอนันต์วิทยาผู้ตรวจรักษาาผมยืนยันว่า  สภาพหัวใจของผมดีขึ้นมาก  ไม่จำเป็นต้องผ่าตัดเปลี่ยนลิ้นหัวใจดังเช่นสภาพเมื่อกลางปี 2538  ซึ่งผมเคยเข้านอนรอผ่าตัดที่โรงพยาบาลราชวิถีมาแล้ว  ครั้งนั้นก็ไม่ได้ผ่าตัดเพราะมีเส้นเลือดใหญ่ตีบที่อันตรายกว่า  ต้องรีบทำบอลลูนทันที

นับแต่เดือนเมษายน 2542 เป็นต้นมา  ผมก็คลายความทุกข์จากโรคร้ายๆ ไปเรื่อยๆ  ไม่นานผมกลับเป็นผู้ริเริ่มและเผยแพร่  “การฝึกพลังลมปราณ”  เพื่อพิชิตโรค  ผมพิมพ์หนังสือเผยแพร่ไปทั่วประเทศ  ทั้งได้รับเชิญไปบรรยายและสาธิตการฝึกพลังลมปราณตามองค์กร  หน่วยงานต่างๆ  ทั้งภาครัฐและเอกชน  ทำให้ผมลืมเรื่อง  “ต่อมลูกหมากเสื่อม”  ไปอีกเป็นปี   จนกระทั่งภรรยาของผมกลับมาจากอเมริกา  หลังจากไปอยู่ดูแลลูกสาวนานหลายเดือน  พอกลับมาไม่กี่วันเธอก็ไปหาหมอที่คลินิกสตรีวัยทองของโรงพยาบาลรามาธิบดี  กลับมาบ้านเธอก็บอกข่าวดีว่าทางโรงพยาบาลได้เปิด “คลินิกบุรุษวัยทอง” แล้ว  คนไข้ยังไม่มาก  คราวหน้าเธอจะไปขอคิวนัดตรวจต่อมลูกหมากให้ผมบ้าง

ว้าว!  ผมร้องอยู่ในใจ  จิตแพทย์ท่านว่าผู้ที่นำอวัยวะเพศให้ผู้อื่นดูนี่น่ะเป็นพวกโรคจิตไม่ใช่เหรอ?   แต่ผมอธิบายว่าผมจะลองใช้ตำราของ “พระบอก” ดูก่อน   แล้วผมก็นำบันทึกของพระภิกษุพิมพ์แทรกในหนังสือ “วิทยาศาสตร์การหายใจ” ที่ท่านเจ้าคุณนรรัตน์ฯ ได้แปลจากต้นฉบับภาษาอังกฤษชื่อ Science of Breath by Yogi Ramacharaka  พิมพ์เมื่อ ค.ศ. 1904  ที่สหรัฐอเมริกา

บันทึกนั้นมีใจความว่า

พิชิตต่อมลูกหมากโต

“เมื่อประมาณเกือบ 10 ปีมาแล้ว  ผู้เขียนมีอาการปวดในท่อปัสสาวะมาก  ถ่ายปัสสาวะไม่ค่อยออก  นอกจากจะถ่ายออกมาเป็นหยดๆ แล้ว  ภายในท่อปัสสาวะก็ปวดมาก  จึงต้องไปพึ่งหมออีก  ก็เป็นหมอเจ้าเก่าคือ  คุณหมอสุดชาย ปันยารชุน  ผู้อำนวยการโรงพยาบาลเจริญกรุงประชารักษ์ (ในขณะนั้น) ซึ่งเป็นผู้มีเมตตาต่อผู้เขียนเป็นอย่างดีมาช้านาน  คุณหมอได้ตรวจแล้วบอกว่า  เป็นโรคต่อมลูกหมากโต  แต่เป็นในระยะเริ่มต้น  ควรจะผ่าตัดเอาออกเสียเลย  ผู้เขียนก็ต่อรองว่าตอนนั้นอีกสองวันจะเข้าพรรษา  รอให้ออกพรรษาแล้วจะสัตตาหะมาผ่า  ซึ่งทางหมอบอกว่าโรคนี้ยังไม่มียารักษา  มีแต่การผ่าตัดอย่างเดียวเท่านั้น

ก่อนที่จะกลับสำนักที่ราชบุรี  ก็ได้โทรศัพท์ไปคุยกับท่านเจ้าคุณพระธรรมปิฎกซึ่งเป็นที่เคารพของผู้เขียน  ทุกครั้งที่โทร. ไป  ท่านก็มักจะถามถึงสุขภาพอยู่เสมอ   ครั้งนี้ก็เช่นกัน  พอโทร. ถึงท่าน  ท่านก็ถามถึงสุขภาพก่อนอื่นเหมือนจะรู้ใจ  ก็ได้กราบเรียนท่านว่า  ได้มาโรงพยาบาลเพื่อจะผ่าตัดต่อมลูกหมากโต  ท่านก็ได้พูดขึ้นทันทีว่า   เมื่อสองวันมานี้คุณโยมยุพนา ธรรมโกวิท  ได้บอกวิธีรักษาต่อมลูกหมากโตให้โดยใช้ผักบุ้งจีนกับน้ำผึ้งแท้  ท่านถามว่าจะลองดูไหม?  ผู้เขียนก็ได้ตอบท่านไปโดยไม่ลังเลว่าเต็มใจที่จะลองดู   เพราะมั่นใจว่า  ถึงโรคต่อมลูกหมากโตจะไม่หาย  ก็คงจะไม่เป็นไรอะไร  เพราะทั้งผักบุ้งจีนและน้ำผึ้งก็เคยฉันอยู่แล้ว

ก่อนกลับที่พักจึงได้ซื้อผักบุ้งจีนมาด้วย 1 กิโล  โดยแบ่งกินเป็น  3 วัน  กินวันละ  1 มื้อก็หมดพอดี  พอมาถึงกุฏิก็เริ่มทำกิน  โดยเอาผักบุ้งจีนไปล้าง  แล้วตัดเอารากออกหั่นเป็นชิ้นเล็กๆ  ใส่กาน้ำต้ม  โดยใส่น้ำเพียงเล็กน้อย  พอสุกแล้วยกลง  ตักออก  เอาน้ำผึ้งแท้ใส่ลงไป 2 ช้อนแกง  คนให้เข้ากันดีแล้วก็ฉันจนหมดทั้งเนื้อทั้งน้ำ  เหลืออีกสองส่วนก็เอาไว้ฉันในวันต่อไป    พอตอนเช้ามืดตื่นขึ้นมาปัสสาวะ   เอ๊ะ!  รู้สึกว่าถ่ายคล่องขึ้น  อาการปวดแสบในลำกล้องก็น้อยลง  ดูน่าจะเข้าท่า  ก็เลยทำฉันอีกสองวันก็หายเป็นปกติ  เลยสั่งให้เขาซื้อมาอีก 1 กิโล  ทำฉันเช่นเดิมอีก 3 วัน  ก็หายมาเป็นเวลา 1 ปี   ก็เริ่มมาเป็นอีก  ก็ทำฉันอย่างเดิมก็หายอีก  จนครั้งที่สามเมื่อ  2 ปีมานี้เริ่มจะเป็นอีก  ก็ทำฉันอีกก็หายมาจนบัดนี้

  1. ผักบุ้งจีน  ๑  กิโลกรัม  แบ่งเป็น ๓ ส่วนเท่าๆ กัน
  2. ล้างน้ำให้สะอาดและตัดรากออก
  3. หั่นเป็นชิ้นเล็กๆ
  4. ใส่กาต้มน้ำและใส่น้ำเล็กน้อย
  5. ต้มจนสุก  ยกลง  ตักออก
  6. ใส่น้ำผึ้งแท้ ๒ ช้อนโต๊ะ  คนให้เข้ากัน
  7. รับประทานให้หมด
  8. วันละ ๓ ครั้ง  เช้า  กลางวัน  เย็น

วันเสาร์และอาทิตย์  ผมจึงแปรการกินอาหารคนเป็นอาหารเต่า  คือ  กินผักบุ้งต้มใส่น้ำผึ้งตลอด 2 วัน  โดยภรรยาของผมไปซื้อผักบุ้งจีนวันละ 1 กิโลกรัม  แบ่งเป็น 3 ส่วนๆ ละ 1/3 ก.ก.  ล้างสะอาด  ตัดรากทิ้ง  หั่นเป็นชิ้นๆ ยาวราว 1 เซนติเมตร  ต้มทีละ 1 ส่วน  โดยมีน้ำสัก 40 – 50 ซี.ซี.  ให้เดือด  2 – 3 นาที  แล้วยกลง  ไอร้อนจะอบให้ผักบุ้งซึ่งสุกง่ายอยู่แล้วสุกทั่วถึง  ใส่น้ำผึ้งแท้ลงไป  2 – 3 ช้อนโต๊ะ  คนๆ จนเข้ากันดีแล้ว  ผมกิน 3 มื้อ  เช้า  กลางวัน  เย็น  โดยไม่กินอาหารอื่น (ถ้ากินอาหารอื่นต้องห่างจากกินผักบุ้ง  2 ชั่วโมง)  ทั้งวันเสาร์และวันอาทิตย์

เช้าวันจันทร์  ผมตื่นเช้าเข้าห้องส้วมก็รับรู้อย่างดีใจว่า  อาการก๊อกอุดตัน และก๊อกรั่วหยด  หายไปอย่างน่ามหัศจรรย์

ผมอาบน้ำแต่งตัวเรียบร้อยแล้ว  รายงานผลของการกินยาพระบอกให้ภรรยาทราบว่า  ยาขนานนี้ดีกว่ายาผีบอกแน่นอน

พระภิกษุพระยานรรัตน์ราชมานิต (ธมมวิตกโกภิกขุ)  เมื่อเป็นฆราวาสได้ศึกษาจากโรงเรียนเทพศิรินทร์  เข้ารับราชการในราชสำนักสมัยรัชกาลที่ 6  ท่านมีความก้าวหน้าในราชการอย่างรวดเร็วจนได้ดำรงยศถึงชั้น พระยานรรัตน์ราชมานิต (ตรึก จินตยานนท์)  เมื่ออายุเพียง 28 ปี  แต่ก็สิ้นรัชกาลในปีต่อมา  ในพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพฯ นั้น  พระยานรรัตน์ราชมานิตได้อุทิศตนอุปสมบท ณ วัดเทพศิรินทราวาสตลอดอายุขัย

วัตถุมงคลต่างๆ ที่ท่านสร้างไว้มีทั้งเหรียญรูปเหมือนของสมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ (เจริญ  ญาณวรมหาเถระ) ซึ่งเป็นพระอุปัชฌาย์กับเหรียญรูปเหมือนของตัว “ท่านเจ้าคุณนรฯ” เอง  ล้วนเป็นที่ต้องการของนักสะสมวัตถุมงคลมากๆ  ราคาเรือนแสนขึ้นไปก็มี

รักษาโรคด้วยภูมิปัญญาชาวบ้าน

รักษาเก๊าต์ด้วยน้ำเปล่าวันละลิตร

แม้โรคเก๊าต์จะไม่ร้ายแรงเท่าโรคหัวใจ  แต่เวลาโรคเก๊าต์กำเริบก็อาจทำให้ผู้ป่วยเสียฟอร์มได้  ผู้ป่วยโรคเก๊าต์ส่วนใหญ่จะเกิดอาการขัดบวมตามข้อกระดูกต่างๆ จนบางคนสวมรองเท้าหนังหุ้มส้น/ คัทชูไม่ได้  บางท่านเป็นผู้หลักผู้ใหญ่ออกงานสำคัญจำเป็นต้องใส่ถุงเท้าสวมรองเท้าแตะ  ดูไปคล้ายขุนนางญี่ปุ่นโบราณ

คุณศุภการน้องชายของผมมีประสบการณ์ทรมานจากโรคเก๊าต์นานนับสิบปี  เสียเงินค่ารักษาโรคนี้ไปมากมายก็ไม่หายขาด  เพียงแต่คุมอาการไว้ไม่ให้กำเริบ  คืออย่าให้อัตรากรด “ยูริก” ขึ้นสูงเกินกว่า ๔  บางทีออกไปกินโต๊ะจีนในงานเลี้ยงซึ่งยากที่จะพ้นรัศมีอาหารแสลงโรคเก๊าต์  ทั้งเป็ด  ไก่  เครื่องในสัตว์   ถ้าหลังอาหารและก่อนนอนไม่กินยาคุมไว้ละก็  ตื่นเช้ารุ่งขึ้นแม้บุญไม่ได้หล่นทับ  แต่ตีนก็บวมล่ะครับ

เมื่อ ๒ ปีที่แล้ว (๒๕๔๓) คุณภากร พิริปุญโญ  ผู้จัดการบริษัทเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์อยู่ซอย ๗ (อารี) ถนนพหลโยธิน  เขียนจดหมายถึงผมว่า  ตนป่วยเป็นโรคเก๊าต์  เผอิญวันหนึ่งลืมพกยาติดตัวมาขณะไปธุระต่างจังหวัด  รุ่งขึ้นตีนบวม  เดชะบุญที่พกหนังสือฝึกพลังลมปราณที่ได้รับจากผมไปด้วย  จึงอ่านและลองฝึกฯ ตามที่สอนปรากฏว่ารุ่งขึ้น  คุณภากรสามารถสวมคัทชูได้แล้ว

ปีกลาย (๒๕๔๔) แพทย์โรงพยาบาลรามาธิบดีตรวจแล้ววินิจฉัยว่า  คุณศุภการต้องผ่าตัดเปลี่ยนเส้นเลือดใหญ่ในหัวใจ  เขาก็เข้าไปนอนรอหมอชำแหละ  แต่หมอสั่งให้กลับบ้านไปเตรียมตัวมาใหม่  คือต้องลดน้ำหนักลงราวๆ ๑๐ กิโลกรัม  และหัดหายใจให้มีพลังเพื่อว่าหลังผ่าตัดคนไข้จะสามารถบ้วนเสมหะออกได้สะดวก  พอดีช่วงนั้นผมกลับจากต่างประเทศ  ผมจึงไปสอนน้องชายลดน้ำหนักด้วยการฝึกพลังลมปราณแทนการไปจ๊อกกิ้ง หรือเดินเร็วๆ  เพราะผู้ที่เป็นโรคหัวใจถึงขั้นนี้  ขืนไปออกกำลังเหนื่อยๆ อาจช็อกไปได้  การฝึกพลังลมปราณจะไม่เหนื่อยเกินกำลัง หรือบาดเจ็ดเพราะขณะฝึกฯ ก็ยืนอยู่กับที่และเคลื่อนไหวช้าๆ

อีก ๓ สัปดาห์ต่อมา  คุณศุภการก็เข้ารับการผ่าตัดหัวใจได้  โดยน้ำหนักลดลงและสภาพร่างกายเป็นที่วางใจของแพทย์

เมื่อวันตรุษจีนก่อน ผมกับน้องๆ และครอบครัวมาชุมนุมญาติกินข้าวกัน  ผมสังเกตเห็นว่าคุณศุภการกินเป็ดกินไก่และแกงจืดเครื่องในอย่างหน้าตาเฉย  ผมก็หลงภูมิใจที่ได้สอนน้องชายฝึก “พลังลมปราณ” จนพลอยทำให้เขาหายจากโรคเก๊าต์ด้วย  แต่เมื่อถามเขาว่า “โรคเก๊าต์หายแล้วเหรอ?”  น้องชายตอบว่า “หายตั้งหลายปีแล้วละ  เดี๋ยวนี้กินได้หมดทั้งเครื่องในหมู เป็ด ไก่  เพียงแต่อย่าไปท้าทายมันเกินไป  คือ  อย่ากินทุกมื้อหรืออย่ากินครั้งละมากๆ เกินเหตุเท่านั้นเอง!”

นี่เป็นข่าวดีปีใหม่จีนสำหรับครอบครัวผมที่มีน้องชายหายจากโรคเก๊าต์   เพราะเท่าที่ทราบยังไม่เคยมีใครหายขาดจากโรคเก๊าต์  ผมจึงถามเขาว่าเขากินยาดีอะไร?  ราคาเท่าไหร่?   น้องชายของผมตอบหนัาตาเฉยว่า “กินน้ำเปล่าธรรมดานี่แหละ”  ฟังแล้วก็งง  ผมจึงขอคำอธิบายรายละเอียด  เขาจึงอธิบายว่า

ผู้ป่วยโรคเก๊าต์ส่วนใหญ่ดื่มน้ำน้อย  บางคนทั้งวันไม่ได้ดื่มน้ำเลยแม้แต่หยดเดียว  แต่หลงเข้าใจว่าตนดื่มน้ำมากมายตลอดวัน  แท้ที่จริงเขาดื่มน้ำชา  กาแฟ  น้ำอัดลม  น้ำส้ม ฯลฯ  แต่ไม่ได้ดื่มน้ำ (water) แม้แต่หยดเดียว  จึงไม่มีน้ำไปช่วยทำให้กรดยูริกเจือจางลงเลย  ซ้ำร้ายอาหารที่บริโภคเข้าไปแต่ละมื้อๆ  อาจจะมีส่วนสร้าง “กรดยูริก” เพิ่มขึ้นในกระแสเลือดอีก  ดังนั้นความเจ็บป่วยจึงคงเรื้อรังต่อไปไม่รู้จักหาย

คุณศุภการจึงไม่ดื่มพวกน้ำชา  กาแฟ  น้ำอัดลม  เหล้า  เบียร์และไม่สูบบุหรี่  ตั้งหน้าตั้งตาดื่มน้ำสะอาดตามที่บัญญัติไว้ในหลักของ “สุขบัญญัติ”  และดื่มน้ำสะอาดเพิ่มเติมอีกต่างหากวันละประมาณหนึ่งลิตร  ผลปรากฏว่าหลายๆ เดือนผ่านไปเขาไปให้ตรวจเลือด  ได้ทราบว่าอัตราส่วนของกรดยูริกได้ลดลง และลดลงตามลำดับในคราวต่อๆ ไป  จนกระทั่งมีอัตราต่ำกว่าระดับ ๔  ตลอดมาหลายปีจนถึงปัจจุบัน  ขณะนี้เขาจึงกินเป็ดไก่ และเครื่องในสัตว์ได้อย่างเช่นคนปกติ  แต่…ต้องดื่มน้ำสะอาดเพิ่มขึ้นกว่าปกติอีกหน่อยใน ๒ – ๓ วัน  หลังจากกินของแสลงนั้นแล้ว

ฟังดูเป็นเรื่องที่มหัศจรรย์เหลือเชื่อ  แต่ก็เป็นเรื่องจริงอีกทั้งน้องสะใภ้อีกคนที่เคยป่วยด้วยโรคเก๊าต์เรื้อรังนานปี  บัดนี้ก็หายป่วยด้วยวิธีดื่มน้ำเปล่าตามที่คุณศุภการแนะนำเธอนั่นเอง

ไม่เชื่ออย่าลบหลู่!  ลองดื่มน้ำดูแล้วจะรู้ดี ! ดื่มเพิ่มจากที่เคยดื่มปกติอีกวันละลิตรๆ! ความดันโลหิตก็ลดลงด้วย

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

รักษาโรคด้วยภูมิปัญญาชาวบ้าน

มะขามเปียกพิชิตหิดกลากเกลื้อน

เพื่อนคนหนึ่งของ “เตี่ย”  ที่ทำความเดือดร้อนรำคาญใจแก่ลูกเมียของเตี่ยนานหลายๆ ปีนั้น  พวกเราเรียกว่า “แปะ” (ลุง)  เพราะอายุมากกว่าเตี่ย  ฐานะของ “อาแปะ” ไม่ด้อยกว่าฐานะของครอบครัวเตี่ย  จริงๆ แล้วน่าจะมั่งคั่งกว่าด้วยซ้ำ

แต่ที่ดูภาพภายนอกเหมือนครอบครัวของผมมั่งมีกว่าก็เพราะ  ที่บ้านผมขายจักรยาน  ซึ่งเมื่อ ๕๐ กว่าปีก่อนรถจักรยานยนต์ยังไม่มีวางขาย  ทั้งจังหวัดมีรถเก๋ง ๒ คันและที่เตี่ยของผมได้แสดงออกให้เห็นว่าน่าจะมีฐานะเหนือกว่าก็คือซื้อหนังสือพิมพ์จีนมาอ่านทุกวัน  คือ  หนังสือพิมพ์รายวัน ๒ ฉบับ (ภายหลังผมทราบว่าฉบับหนึ่งเชียร์ไต้หวัน  อีกฉบับหนึ่งเชียร์ปักกิ่ง)  วารสารรายสัปดาห์ และรายเดือนครบหมด

หนังสือพิมพ์นี่แหละที่ชักนำให้ “อาแปะ” ขยันปั่นจักรยานมาอ่านหนังสือพิมพ์ภาษาจีนที่บ้านผมทุกวัน  นอกจากอ่านแล้ว “อาแปะ” กับเตี่ยผมยังอภิปรายแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกันด้วย  บางวันเห็นสอดคล้องกันก็พูดเสียงเบาหน่อย  และพูดเพียงคนใดคนหนึ่งส่วนอีกคนหนึ่งก็พยักหน้าหรือส่งเสียง “ฮ่อๆ” คือเห็นพ้องด้วย  แต่ถ้าวันใดมีความเห็นไม่ตรงกันก็จะเถียงกันเสียงดัง  และดังขึ้นๆ  จนดูเหมือนทะเลาะกัน  ตอนแรกๆ ลูกเมียของเตี่ยเอาใจเชียร์ช่วยลุ้นให้คนคู่นี้ทะเลาะโกรธกันเสียที  แต่ไม่เคยสำเร็จ  ทั้งๆ ที่เมื่อวานเถียงกันหน้าดำหน้าแดง  อ้าว! วันนี้ “อาแปะ” ยิ้มแย้มเข้ามาเชียว  ส่วนเตี่ยของผมนั้นไม่เคยหน้าบึ้งโกรธใคร  เว้นแต่โมโหลูกชายจอมซน คือ ตัวผมเวลาไปก่อเหตุเภทภัยมา

ถ้าเพียงแต่อาแปะมาอ่านหนังสือพิมพ์ กินนำ้ชาและขนมจันอับที่บ้านเรา  และโต้เถียงกับเตี่ยของเราในบางครั้งเท่านั้น  พวกเราก็จะไม่รังเกียจเดียดฉันท์อาแปะหรอกครับ  ก็พวก “เพื่อนโกง” ของเตี่ยที่ทั้งโกงทั้งตีหัว “เตี่ย” พวกเราก็โกรธเกลียดไปไม่กี่วันหรอกครับ  ไม่นานก็ลืมแม้แต่ชื่อของคนพวกนี้  ที่พวกเรารังเกียจอาแปะมาก  ก็เพราะว่าอาแปะป่วยด้วยโรคผิวหนังเรื้อรัง  พวกเราไม่แน่ใจว่าเป็นโรคหิด  กลาก  เกลื้อน  หรือไทกอกันแน่  แต่คงไม่ใช่โรคเรื้อน  เพราะหูยังไม่หนา ตาก็ไม่เร่อ มือเท้ายังไม่เน่าเฟอะกุดไป

อาการของอาแปะเท่าที่พวกเราจับตาดูจนเจนตาคือ  คันตลอดเวลาและทั่วร่าง  จึงเกาจนผิวหนังหลุดหล่นอยู่รอบๆ  ที่อาแปะนั่งอยู่นั้น  บางครั้งเกาด้วยมือไม่มันถึงใจ  อาแปะถือวิสาสะเข้าครัวไปหยิบช้อนแกงมาใช้เกาแทน  แม่ของผมจึงจัดมุมอ่านหนังสือพิมพ์ไว้ให้อาแปะทางด้านนอกร้าน  ตอนบ่ายๆ พอเห็นแขกที่น่ารังเกียจมาเยือน  ต้องรีบนำหนังสือพิมพ์ไปวาง ณ ที่ซึ่งจัดไว้และให้รีบนำกาชงน้ำชาวางในถาดที่มีถ้วย และจานใส่ขนมจันอับไปวางไว้ให้พร้อม  เราไม่ต้องการให้เข้ามาในบ้าน  อาแปะไม่รู้จักเจ็บจักป่วยด้วยโรคอื่นใด  ทั้งๆ ที่สภาพความเป็นจริงอาแปะคันนิรันดร์กาลถึงขนาดนั้น  น่าจะนอนไม่ค่อยหลับเกิดความอ่อนเพลียซูบผอมต้องเจ็บป่วย  และควรจะตายเป็นลำดับท้ายสุด

ที่ไหนได้  เตี่ยของผมต่างหากที่กลับป่วยเสียเอง  ทั้งๆ ที่เป็นคนอารมณ์ดี  กินอิ่มนอนหลับไม่มีอะไรเครียด  แต่กลับป่วยด้วยโรคร้ายแรง  คือ  เนื้องอกในกระเพาะ  เมื่อ พ.ศ ๒๔๙๖  รักษาตัวด้วยหมอไทย  หมอจีน  หมอพม่า  และเข้ากรุงเทพฯ มารักษาตัวในโรงพยาบาลกลาง  โรงพยาบาลมิชชั่น  และโรงพยาบาลกรุงเทพคริสเตียน  ในที่สุดหมอก็หมดทางรักษา  แม่ของผมจึงพาเตี่ยกลัยไปถึงแก่กรรมที่บ้านเมื่อวันเสาร์ที่ ๑๓ พฤศจิกายน ๒๔๙๗

การเสียชีวิตของเตี่ยทำให้เราสบายใจอยู่เรื่องหนึ่ง  คือ  อาแปะไม่มาเยือนเรือนของเราอีกเลย  โฮ่ย  โล่งใจ  สบาย!

ผ่านไปหลายๆ ปีจนผมเกือบลืมไปแล้วว่ามีอาแปะจอมคันนิรันดร์กาลอยู่ในโลกนี้  ถ้า …. แม่ของผมไม่เอ่ยถึงชื่ออาแปะขึ้นมาอีก  พร้อมกับหยิบถุงขนมรังผึ้งออกจากตะกร้าจ่ายตลาดของแม่  เอ่ยว่าอาแปะฝากขนมมาให้พวกเรา  ผมจำได้แม่นว่าเมียอาแปะทำขนมรังผึ้งขายทุกเช้า  ผมกับน้องๆ ร้อง  “อึ๊ยยย!  ทำไมแม่ไม่ทิ้งลงถังขยะ   แม่กลับย้อนถามว่า  ทิ้งทำไม?   อ้าว! ก็ของคนไทกอน่ะกินเข้าไปได้ยังไง?

แม่หัวเราะอย่างอารมณ์ดี  บอกว่าอาแปะแกหายคันตั้ง ๒ ปีกว่าแล้ว  ฮ้า! เป็นไปได้ยังไง?

แม่ซึ่งเคยรังเกียจอาแปะมากที่สุด  ตอนนี้กลับกล่าวถึงอย่างมีศรัทธาว่า  “อาแปะแกถึงเวลาหมดเวรสิ้นกรรมไม่ต้องทรมานทรกรรมอีก  เมื่อราว ๓ ปีมแล้ว  แขกอรุณ (ชื่อจริง ฮารูน อาหมัด) น่ะลูกจำได้ไหม?”  จำได้ซีนะ  เมื่อก่อนโน้นเขาต้อนฝูงแพะผ่านหน้าบ้านเราทุกวัน  … ต่อมาแขกอรุณเผอิญผ่านไปเห็นอาแปะกำลังเกาๆ คันๆ อยู่จึงบอกว่าตามตำราหรือวิธีการรักษาาแบบแขกละก็ง่ายนิดเดียว  เมียแขกอรุณชอบพอกับเมียอาแปะ  ดังนั้น แขกอรุณจึงบอกเอาบุญว่า  “ให้ใช้มะขามเปียกสักหนึ่งกำมือละลายในน้ำร้อน  เก็บพวกเปลือกและเส้นใยแข็งๆ ออก  เหยาะเกลือป่นครึ่งช้อนชา  คนๆ ให้ละลายแล้วใช้ผ้าขาวบางห่อเนื้อมะขามเปียกที่ชุ่มๆ ถูทั่วทุกจุดที่คัน  ถูทาชะโลมหลายเที่ยว  ทำเช่นนี้วันละ ๒ – ๓ ครั้งแล้วจึงอาบน้ำ”  อาแปะมีอาการดีขึ้นๆ เป็นลำดับ  นอกจากคันน้อยลงๆ แล้ว  ผิวหนังที่ขุ่นมัวเป็นขุยๆ และมีเลือดซิบๆ บางแห่งที่ถูกเล็บข่วนเกา  กลับเป็นผิวหนังที่ชุ่มชื้นขึ้น  จนที่สุดอาแปะก็หายคันเด็ดขาดแล้ว  ผิวใหม่ยังมีขนงอกเหมือนคนทั่วไป

แม่ของผมลงท้ายว่า  “ถ้าแม่ไม่เห็นกับตาว่าแกหายป่วยจริงๆ ใครจะกล้ารับขนมของแก”

อีกสัก ๓ – ๔ ปีต่อมา  อาแปะก็สิ้นบุญ  ต้องเรียกว่าสิ้นบุญ  เพราะเวลาที่มีเวรกรรมทุกข์ทรมานด้วยโรคผิวหนังตั้งหลายสิบปี  ไม่ยักตาย  แต่พอมีบุญได้รับความสุขเพราะหายทรมานจากการคันแล้ว  ก็กลับหัวใจวายหลับตายไปง่ายๆ  ส่วนแขกอรุญ (ฮารูน) ผู้บอกตำรายาวิเศษราคาไม่กี่บาทให้อาแปะ  ก็แก่ตายในเวลาต่อมา  เมื่อช่วงปี ๒๕๒๖ ผมเข้ามารับราชการในกรุงเทพฯ พบว่ามีร้านขายก๋วยเตี๋ยวข้าวซอยจากลำปางตั้งอยู่ใกล้สี่แยกบางขุนพรหม  ผมจึงแวะไปกิน   อ้อ … เป็นลูกหลานของแขกอรุณ   แต่ขณะนี้ (๒๕๔๕) ร้านนี้เลิกกิจการไปแล้ว  ก่อนหน้านั้นผมมีโอกาสพบคุณป้าเมียของแขกอรุณซึ่งมาเยี่ยมลูกหลาน  ผมจึงได้แนะนำตัวว่าเป็นลูกชายของใคร  คุณป้าร้อง “อ๋อ! แม่คำตายไปหลายปีแล้วเนาะ”  ใช่จริงๆ นะ  แม่ของผมถึงแก่กรรมตั้งแต่กลางปี ๒๕๑๙

ผมถือโอกาสถามถึงเรื่องที่แขกอรุณบอกตำรารักษาโรคผิวหนังโดยใช้ “มะขามเปียก”  คุณป้าเมียแขกอรุณยืนยันเรื่องยาดังกล่าว และเพิ่มเติมว่า  เมื่อครั้งแขกอรุณยังมีชีวิตอยู่  คุณป้าเคยตามสามีไปเมืองแขก  เห็นว่าชาวตะวันออกกลางนิยมกินมะขามเปียกทุกคน  บ้างก็ชอบดื่มน้ำมะขามเปียกชงกับมินท์ หรือสะระแหน่ฝรั่ง  แต่คนทั่วไปกินมะขามเปียกเปล่าๆ หน้าตาเฉย  ชาวอาหรับจำนวนหนึ่งต้องเดินทางผ่านทะเลทรายอยู่เนืองๆ ครั้งละ ๒ – ๓ สัปดาห์   ระหว่างเดินทางไม่ได้อาบน้ำกันเลย  แต่ไม่มีใครในคณะเป็นโรคผิวหนังสักคนเพราะเมื่อมีโอกาสอาบน้ำ  พวกเขาจะใช้มะขามเปียกละลายน้ำชะโลมร่างรักษาผิวได้ผลดีและประหยัดเงินมากที่สุด

==============

อ้างอิงจากผู้ใช้ได้ผลจริง

คุณจารุชา ทิพย์ทองทา  อยู่บ้านเลขี่ ๖๒๔/๑๓ ซอยริมคลองชักพระ  เขตตลิ่งชันป่วยด้วยโรคผิวหนังเรื้อรังนานนับ ๑๐ ปี  รักษาไม่หาย  เมื่อใช้วิธีตามหนังสือนี้ฯ อาการดี จนหายขาดเป็นปกติ